คำว่า “เซล” และความจำเป็นของชีวิต

ฉันเพิ่งไปเซนทรัลขอนแก่นมา และได้เจอกับสิ่งที่ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไม่ได้บอกเราไว้

มหกรรมเซลทั้งห้าง ลดราคากันกระหน่ำ ป้าย SALE ตัวโตๆ ที่น่าดึงดูดใจพอๆ กับแกงเห็ดเผาะ

เศรษฐกิจไทยจะเป็นยังไงไม่รู้ แต่ฉันรู้สึกว่าหัวใจตัวเองกำลังเต้นระรัว และตัวกิเลสดูกำลังเริงร่า และอยากออกมากระโดดโลดเต้นตรงเคาน์เตอร์แคชเชียร์เสียเหลือเกิน

อยู่ๆ ฉันก็รู้สึกว่าชีวิตตัวเองมีรายการสิ่งที่ “จำเป็น” โผล่มาเต็มไปหมด

ฉันออกวิ่งอีกหน รักษาวินัยการวิ่ง 5กิโลเมตร สัปดาห์ละ 4–5 วันได้อย่างแน่วแน่มาสองเดือนแล้ว ที่ผ่านมาฉันซื้อกางเกงผ้าโปร่งราคา 50 บาทตามตลาดนัด และรู้สึกไม่ได้มีปัญหาอะไรกับมันนัก แต่เมื่อวันก่อนฉันเพิ่งได้กางเกง Dri-Fit ของ Nike มาในราคาเซล ตัวละ 199 บาท ฉันใส่มันออกวิ่ง และพบว่า “มันเริ่ดมากกกกกกกกกกก” (เติม ก.ไก่ ไปอีกหมื่นเก้าพันแปดสิบเจ็ดล้านตัว)

อยู่ๆ ฉันก็รู้สึก “จำเป็น” ที่ต้องมีกางเกง Dri-Fit ของ Nike ในตู้เสื้อผ้า อยู่ๆ ฉันก็คิดว่า ชีวิตฉันคงดีกว่านี้ วิ่งได้คล่องกว่านี้ และมีหุ่นขณะวิ่งที่ดูคล้ายปู ไปรยา มากกว่านี้ (หรืออุรุดา โควินท์ ก็ได้เอ๊า!) ถ้าหากฉันครอบครองเป็นเจ้าของ Nike Dri-Fit อีกสักสิบตัว! (สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน แกจะเอาไปทำไมตั้งสิบตัว ห๊ะ?)

ทุนนิยมนั้นน่ากลัว โดยเฉพาะทุนนิยมที่มาพร้อมกับคำว่า SALE เพราะมันทำให้เรารู้สึกเหมือนมันเป็นเพื่อนสนิท ภาวนา แก้วแสงธรรม เคยกล่าวไว้ประมาณนี้เมื่อสองสามปีก่อน

ยิ่งก้าวเดินในวงล้อมของร้านค้าที่ติดป้ายเซล ฉันยิ่งรู้สึกถึงความจำเป็นอย่างเร่งด่วน ว่าชีวิตต้องมีสิ่งเหล่านี้

นั่นไง รองเท้าบัลเล่ต์ชู ของ F.O.F กำลังเซล สีเบจปนชมพูอ่อนๆ ราคา 400 บาทเอง ฉันมีบิสสิเนสทริปต้องไป กทม. ช่วงสัปดาห์หน้าพอดี แถมรองเท้าสีดำเก่าๆ ที่ซื้อมาด้วยราคา 199 บาทตามตลาดนัด ก็สภาพเปื่อยผุพังเกินเยียวยาแล้ว ใครสักคนบอกว่า “รองเท้าดีๆ จะพาเราไปในที่ดีๆ” และ “สาวๆ ควรซีเรียสกับรองเท้าที่พวกเธอใส่มากกว่านี้” โอเค…ฉันต้องซื้อมัน ฉัน “จำเป็น” ต้องมีมัน แบงค์ร้อยสี่ใบในกระเป๋าเคทสเปดสีชมพู (ที่ได้มาฟรี เพราะเพื่อนซื้อให้เป็นของขวัญตอนสอบเข้า ป.โท ญี่ปุ่นได้) กำลังเต้นแซมบ้ารัวๆ ฉันได้ยินเสียงกลองสะบัดชัยดังกึกก้อง

แต่ช้าก่อน…

นั่นก็เสื้อผ้าลดราคานี่นา ดูสิ เดรสที่ถูกตัดเย็บและออกแบบอย่างดีในราคาที่เซลแล้วเหลือหลักร้อย (ห้าหกเจ็ดแปดร้อย) เดรสสีเทาดูแคชชวลความยาวเหนือเข่านี้ช่างเหมาะกับบิสสิเนสทริปไปกรุงเทพฯ รอบนี้ของฉันจริงๆ ถ้าฉันใส่มันกับรองเท้าสีเบจโทนชมพูของ F.O.F มันคงทำให้ฉันโดดเด่นกลางฝูงชนไม่ต่างจากพิมฐา-เนตไอดอลใน IG ที่มีคนตามเป็นล้านคนนั้น อุ้ย! ตรงนั้นคือเสื้อเชิ้ตผ้าลินินที่เมื่อเอามาทาบกับตัวแล้วทำให้ฉันดูเป็นผู้หญิงเรียบง่ายแต่โซฟิซิเคททิดในเวลาเดียวกัน (ทำไมไม่ใช้ภาษาไทย???) เสื้อเชิ้ตราคา 590 พวกนี้ใส่ไปวัดได้ (ตอนนี้ฉันทำงานเกี่ยวข้องกับวัด) มันไม่หวือหวาแต่มันก็ตอกย้ำความพิเศษของคนใส่ (แน่ใจ?) อ๊า!!! ตรงนั้นมีจั๊มพ์สูทสีเขียวมรกต เอ๊ะ มันเหลือแต่ไซส์ M ขณะที่ปกติฉันใส่ไซส์ S … แต่เอาเถอะ เอามาทาบแล้วดูตัวเองในกระจก อุ้ย! ดูดีเหลือจะกล่าว “มันเหมาะกับฉัน มันเกิดมาเพื่อชั้น” อยู่ๆ เสียงนี้ก็ดังก้องไปก้องมา นี่คือยากล่อมประสาทชั้นดีที่ทุนนิยมเสรีสร้างขึ้นมาสินะ

แต่ยังก่อน… ฉันอยากได้ครีมบำรุงหน้านี่นา ที่ฉันมาเซนทรัลในวันนี้เพราะฉันอยากได้ครีมบำรุงหน้า ตอนนี้หน้าฉันเยินมาก สิวจำนวนมากผุดขึ้นมาไม่ได้หยุด ผิวแห้งผากยังกะทะเลทรายตอนกลางของเมืองจีน ตาคล้ำย้อย โอ้ย…ไม่ได้นะ โซฟิซิเคททิดเกิร์ลจะต้องดูดีจากภายในสู่ภายนอก ฉันจะเอาหน้าพังๆ ไปบิสสิเนสทริปที่ กทม. ไม่ได้ ไม่มีวัน! ชั้นไม่ยอม

ว่าแล้วฉันก็พาร่างไปยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ Biotherm ญาติคนหนึ่งเพิ่งแนะนำให้ฉันใช้แบรนด์ตัวนี้ และจากที่เข้าไปอ่านรีวิวในพันทิปและดูคลิปยูทูปของเหล่าบิวตี้บล็อกเกอร์ พวกเขาล้วนแต่พรรณาถึงคุณงามความดีของเจ้า Biotherm Life Plankton Essence จนฉันกะว่าจะมาถามหาตัวทดลองเสียหน่อย (ราคาคงไม่มากมั้ง) ทว่าพอพนักงานขายเสียงเจื้อยแจ้วบอกว่า เอสเซนส์ปริมาณ 125 ml มีราคา 2,500 บาท และเซล 10 % วันนี้วันสุดท้าย คำว่า “เซลวันนี้วันสุดท้าย” ฮุกหมัดเด็ดเข้าที่หน้าฉันเต็มๆ ฉันจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไม่ได้ คำว่า “เซล” ไม่ได้โผล่มาทุกวัน

เอ่อ…แม้มันจะแค่ 10% ก็ตามทีเถอะ

“เรามีบริการตรวจสภาพใบหน้าฟรีให้ด้วยนะคะ” เสียงเจื้อยแจ้วของเธอยังคงตามมา ฉันหยิบกระเป๋าเคทสเปดสีชมพูออกมาตรวจตรา อ๊ะ! ฉันมีตังค์ 2,300 บาท เหลือพอจะจ่ายราคาที่ลดลงมาแล้ว 10 % แต่แล้วเธอก็ยังไม่หยุด!!!

“คุณลูกค้าสนใจตัวนี้ไหมคะ เป็นแพ็กเอสเซนส์บวกกับครีมบำรุงตัวอื่น ปกติขายที่ราคา 2,xxx ตอนนี้ลดแล้วก็เหลือ” เธอเว้นจังหวะเพื่อจิ้มเครื่องคิดเลข “2,4xx บาท”

เอาแล้วสิ!!! ตัวกิเลสเต้นเร่าๆ ฉันตัดสินใจแล้วว่า ฉันซื้อ Life Plankton Essence แน่ๆ แต่ตอนนี้ฉันอยากได้ไอ้ครีมบำรุงอีกสองตัวที่โผล่มาด้วยนี่ ทว่าเงินสดฉันไม่พอ และเอทีเอ็มก็อยู่ตั้งชั้นสาม ในทิศตรงกันข้ามกับเคาน์เตอร์นี้เลย วันนี้วันอาทิตย์ มีคนต่อคิวกดตังค์เต็มไปหมด เอาไงดี…แต่ฉันอยากได้ เพิ่มเงินอีกนิดหน่อยเอง แล้วหนังหน้าของฉันจะถูกกู้ชีพด้วยเซ็ตความงามจาก Biotherm! ไม่ใช่แค่ 1 ตัว แต่เป็น 3 ตัว … เอาล่ะ! ตัดสินใจแล้ว ฉันจะไปกดตังค์

ฉันหายไปนานกว่า 15 นาทีแล้วจึงเดินกลับมา ตอนที่หายไปจากเคาน์เตอร์ความลังเลที่จะจับจ่ายก็เกิดขึ้น “นี่ฉันกำลังเสียเงินกว่าสองพันไปเพื่อครีมบำรุงผิวนี่นะ?” “เฮ้ยแก…พอนด์ฟลอเลสไว้กับนีเวียกระปุกน้ำเงินที่ใช้อยู่ไม่ดีตรงไหนวะ?” คำถามมากมายดังก้องอยู่ในหัว ใบหน้าของปราชญ์ชาวบ้านที่ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงโผล่มาเรื่อยๆ ฉันคิดถึงแม่ แม่ไม่เคยใช้ Biotherm แล้วฉันจำเป็นต้องใช้มันไหมวะ? เดี๋ยวนะ เดี๋ยวก่อน ฉันควรจะกลับไปอ่านรีวิวอีกสักรอบก่อนซื้อดีไหม? ทว่าก่อนที่ฉันจะหันหลังเปลี่ยนใจ สองเท้าที่คีบรองเท้าแตะอยู่ก็พาฉันมาหยุดอยู่ที่เคาน์เตอร์ Biotherm อีกคราว

และคราวนี้ ฉันรู้สึกว่า นี่คือสิ่ง “จำเป็น” ของชีวิต

ฉันอยากมีชีวิตโซฟิซิเคททิดที่มาพร้อมกับหนังหน้าใสเปล่งปลั่งมีออร่าอย่างปู ไปรยา นี่นา

เอาล่ะ…เอาล่ะ ถึงเวลาสำคัญสุดๆ แล้ว พิธีกรรมสำคัญของทุนนิยมเสรี เรามาแลกเปลี่ยนอย่างเสรีกันเถอะ ฉันยื่นเงิน 2,4xx บาท ให้กับพนักงาน (พร้อมแนบบัตร The 1 Cardติดไปด้วย) ส่วนเธอก็ยื่นเซต Biotherm ที่ประกอบด้วย Life Plankton Essence 125 ml และอื่นๆ อีกสองอย่างมาด้วย ชั่วขณะนั้น ฉันรู้สึกใจหาย (นิดนึง) แต่ก็มีความหวังเรืองรองเกิดขึ้น ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดบาปเสียหน่อย เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ เราอยู่ในตลาดเสรี และตอนนี้ฉันได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้กระเตื้องขึ้นบ้างแล้ว!!!

ก่อนเดินออกจากห้างเซนทรัล ฉันแวะไปดูรองเท้า F.O.F อีกครา ที่บ้านที่ฉันพักอยู่ตอนนี้ มีรองเท้าผ้าใบสีแดงที่ซื้อมาจากบิ๊กซีเมื่อหลายเดือนก่อน ฉันมีแตะสีม่วงปอนๆ ไว้ใส่ทำงานในพื้นที่ชนบท มีรองเท้าผ้าใบสีม่วง Nike ไว้ออกวิ่ง และมีรองเท้าบัลเล่ต์ชูสีดำเก่าโทรมไว้เผื่อใส่ออกงาน … มันถูกต้องและเหมาะสมแล้วที่ฉันจะซื้อรองเท้าเพิ่มอีกคู่ รองเท้าที่ดูดี ที่มันจะนำพาฉันไปสู่ชีวิตที่ “ดีๆ” อย่างที่เขาว่ากัน

ชั่วขณะที่ฉันจ่ายตังค์ ฉันรู้สึกถูกปลดปล่อยแต่ก็รู้สึกถูกพันธนาการไปพร้อมๆ กัน … ถ้าฉันไม่มาห้างวันนี้ ฉันก็คงไม่ “จำเป็น” ที่จะ “ต้องการ” ของพวกนี้ ฉันคงมีชีวิตอยู่กับเสื้อยืดโรงงานตัวละ 50 บาทตามตลาดนัด คีบรองเท้าแตะสีม่วงไปลงพื้นที่ชุมชน และคงไม่รู้สึกนักว่า พอนด์ฟลอเลสไวท์กับนีเวียมีปัญหาและไม่ตอบโจทย์ชีวิต

ชั่วขณะที่ฉันจ่ายตังค์ ฉันรู้สึกถูกปลดปล่อยแต่ก็รู้สึกถูกพันธนาการ…

แต่เอาเถอะ ฉันได้ทำให้สังคมและเศรษฐกิจไทยดีขึ้น

มันเป็นความ “จำเป็น” เร่งด่วนที่ฉันต้องช่วยเหลือประเทศตัวเอง

ฉันคิดในใจ ขณะเหลียวมองดูถุง Biotherm และรองเท้า F.O.F ที่ตัวเองเพิ่งใช้เงินสดซื้อมา

ปู ไปรยา, ฉันกำลังไล่ตามเธอทันแล้วล่ะ!

35454

[short story] Tokyo Zero Degree

“Tokyo zero degree”

 

 

In the freezing winter,
one day,
I had a warm can of coffee in my hand,
then you asked,
about the place I like the most in Tokyo,
“Lawson”,
a reply went on,
“Why?”, 
so much many doubts when we were young,
too many,
“It opens 24 hours,
you can count on,
from zero degree to forty degree,
It is there,
not always but normally,
not so much things in the world can make you feel like that,
like Lawson”,
“But the food is bad,” you said,
then I agreed,
In a zero degree sunny day,
with the warm can of coffee in my hand.

 

10580823_10152397024978235_6902754420109213934_o-2

[บทความ] พ่อ

พ่อ

เรื่องโดย Tiktok

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารเวย์ ฉบับมกราคม 2557

 

 

 

            ฉันรักพ่อน้อยกว่ารักแม่ และในบางช่วงวัยของชีวิต ฉันเคยเกลียดพ่อมาก

            พ่อกับแม่เลิกกันตอนฉันอายุ 8 ขวบ ตอนนั้นพ่อเพิ่งถูกไล่ออกจากราชการด้วยเหตุผลคือติดเหล้าจนเสียการเสียงาน ฉันเคยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนชายที่หลงใหลเบียร์ฟัง โดยสรุปความสั้นๆ ว่าพ่อกับแม่เลิกกันเพราะพ่อติดเหล้า เพื่อนชายคนนั้นบอกว่าไม่จริงหรอก บางครั้งผู้ใหญ่ก็เลิกกันด้วยเหตุผลที่มันซับซ้อนกว่านั้นสิ ฉันยืนยันว่าไม่ แม่ขอหย่าเพราะพ่อติดเหล้าจริงๆ ไม่ได้มีเรื่องลึกลับอื่นๆ ที่เข้ากันไม่ได้ อย่างชอบดูละครไม่เหมือนกัน หลงใหลใฝ่ฝันในการผจญภัยอันแตกต่าง หรือมีทัศนคติด้านการเมืองที่ไม่สอดคล้องกัน ไม่มีปมประเด็นอะไรเหล่านี้เกิดขึ้นทั้งนั้น เรื่องของเรื่องคือพ่อติดเหล้าแบบเกินเยียวยา…และผู้หญิงคนหนึ่งก็สุดจะทนกับสามีแบบนั้นแล้ว

            พอเลิกกัน พ่อก็ย้ายออกไปอยู่บ้านปู่กับย่า ส่วนบ้านที่เคยเป็นของเราก็ถูกทิ้งร้างไว้ เพราะแม่หอบฉันกับพี่ชายข้ามฟากถนนมาอยู่บ้านตากับยายแทน จริงๆ ตอนนั้นฉันไม่รู้หรอกว่าทำไมพอหย่าร้างแล้ว แม่ถึงทนอยู่บ้านเก่าไม่ได้ ฉันเพิ่งมาเข้าใจเอาตอนโตๆ นี่แหละว่า บางครั้ง เมื่อแกนกลางบางอย่างของชีวิตเปลี่ยนแปลง มันอาจจำเป็นที่เราต้องหาแกนใหม่มายึด สำหรับแม่ ตากับยายคือแกนนั้น ส่วนพ่อ แกนหลักแห่งใหม่ที่พอจะช่วยประคับประคองชีวิตให้ไปต่อได้ก็คงเป็นปู่กับย่านั่นเอง

           หลังจากเจอแกนหลักแห่งใหม่ แต่ละคนก็ดำเนินชีวิตของตัวเองต่อไป แม่ยังรับราชการครูเหมือนเดิม ส่วนพ่อกลายเป็นราษฎรสามัญเต็มขั้น เนื่องจากเรียนจบสาขาเกษตร ประกอบกับอาชีพเก่าคือเกษตรอำเภอ พ่อเลยหันมาจับจอบเสียมยึดการทำนาเป็นอาชีพหลัก ช่วงนั้นฉันกับพี่ชายจะไปเยี่ยมพ่อทุกเสาร์อาทิตย์ เพราะบ้านปู่กับย่าห่างออกไปแค่ 10 กิโลเมตรเท่านั้น เอาจริงๆ ฉันไม่ได้คลุกคลีกับพ่อมาก เวลาไปบ้านปู่กับย่าฉันมักจะขลุกอยู่กับย่าเป็นหลัก ฉันเริ่มหัดเรียนทอผ้า ปั่นและอิ้วฝ้ายจากย่าในช่วงนั้น ฉันชอบอยู่กับย่ามากกว่าพ่อเสียอีก ฉันรู้สึกว่าย่าใจดี ขณะที่พ่อดูเคร่งเครียดอย่างไรก็ไม่รู้

            ก่อนฉันเข้าเรียนมัธยม ปู่ก็มาเสียชีวิตด้วยโรคชรา พ่อร้องไห้หนักกับการจากไปของแกนหลักหนึ่งในชีวิต ในงานศพปู่ พ่อและญาติผู้ชายคนอื่นๆ พากันบวชหน้าไฟ แต่ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงทุกคนก็ลาสิกขาบทออกมา ยกเว้นก็แต่พ่อเท่านั้นที่ตัดสินใจบวชต่อ ตอนนั้นทุกคนคิดว่าพ่อคงจะบวชสั้นๆ แต่ไม่ใช่เลย…พ่อดำรงตนอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์อย่างยาวนานอีกหลายปีทีเดียว

            พ่อถือครองจีวรในช่วงที่ฉันย่างก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ฉันจำคำที่พ่อสอนสั่งในช่วงนั้นไม่ได้แล้วล่ะ คำบาลีบางคำมันก็ยากเกินกว่าที่เด็กสาววัยใกล้ทำบัตรประชาชน (ยุคนั้น) จะเข้าใจได้ ฉันขอบอกพ่อตอนนี้เลยว่า ช่วงนั้นฉันพยักหน้าหงึกหงักรับฟังคำสอนไปอย่างนั้น เรื่องเดียวที่ฉันจำได้ตอนพ่อบวชก็คือเรื่องที่พ่อทำนายดวงฉันว่าจะมีผู้ใหญ่อุปถัมภ์ค้ำจุนและชีวิตจะไม่ลำบาก ฉันคิดว่าคำทำนายนี้เป็นเรื่องจริง และผู้ใหญ่ที่อุปถัมภ์ชีวิตฉันก็คือแม่

            พ่อบวชอยู่ได้หลายปีจนผู้คนเริ่มคิดกันว่าพ่อจะถือครองผ้าเหลืองตลอดไป แต่แล้วพ่อก็ทำให้ทุกคนแปลกใจในวันหนึ่ง เมื่อพ่อลาสิกขาบทออกมา เรื่องที่น่าแปลกใจกว่านั้นก็คือพ่อซึ่งเลิกเหล้าไปแล้วในช่วงเป็นพระกลับหันกลับมาดื่มเหล้าอีกครั้ง ต่อมาไม่นานพ่อบอกฉันกับพี่ชายว่าพ่อจะแต่งงานใหม่ ภรรยาใหม่พ่อชื่อน้าหนอม เป็นผู้หญิงนิสัยน่ารัก ทำงานเกษตรได้แบบหนักเอาเบาสู้ แต่กระนั้นเธอก็ห้ามพ่อไม่ให้ดื่มเหล้าไม่ได้…ในยุคนั้น ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ห้ามพ่อดื่มเหล้าไม่ได้เลย

            ในตอนนั้น ฉันมองว่าพ่อคือคนสองบุคลิก ยามที่พ่อพาตัวเองออกห่างจากวงเหล้า พ่อจะเป็นคนเอาการเอางาน เป็นคนนิสัยดีชอบช่วยเหลือญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง ในช่วงเวลาที่แอลกอฮอล์อยู่ไกลจากร่างกาย พ่อคือวีรบุรุษของฉัน พ่อคือคนที่หาใครเทียบเคียงด้วยไม่ได้อีกแล้ว แต่ครั้นเมื่อพ่อตัดสินใจแวะวงเหล้าที่ตั้งวงกันอยู่ในงานบุญ งานบวช หรือแม้กระทั่งงานศพเท่านั้นแหละ เพียงจอกแรกที่เข้าปาก ก็นำมาซึ่งจอกที่สอง พ่อไม่เคยหยุดตัวเองแค่พอกรึ่มๆ ฉันไม่เคยเป็นคนติดเหล้า ฉันไม่เข้าใจ (และคงไม่มีวันเข้าใจ) ว่าทำไมพวกเขาจึงต้องดื่มกินกันจนเละเทะไร้สติแบบนั้น อาการของพ่อช่วงนั้นเหมือนคนเสพติดจนไม่อาจหยุดตัวเองได้แค่จอกแรกๆ ฉันมาคิดเอาเองตอนโตว่าพ่อคงรู้สึกเครียดกับบางอย่างในชีวิต พ่อคนที่เคยเป็นข้าราชการต้องหันเหมาทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ความผิดหวังที่เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ทำให้ชีวิตคนเราเสียศูนย์ได้ไม่ยาก ความรู้สึกเสียศูนย์โซเซ เป็นสิ่งที่ผู้คนซึ่งไม่เคยผจญกับมันจะไม่มีวันเข้าใจได้เลย

            ถึงพ่อจะเมามากในตอนที่ฉันเรียนมัธยม แต่นั่นก็ไม่ใช่วัยที่ฉันเกลียดพ่อ ฉันเริ่มเพาะบ่มเชื้อความเกลียดชังในช่วงที่จากลาบ้านเกิดเพื่อมาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นฉันเพิ่งเป็นเฟรชชี่ พักอาศัยอยู่ในหอพักมหาวิทยาลัย ต้องการช่วงเวลาปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่อีกเยอะ แล้ววันหนึ่งพ่อก็ปรากฏตัวขึ้นที่ใต้หอพักโดยไม่ได้บอกกล่าวก่อน จริงๆ จะว่าพ่อไม่บอกกล่าวก็ไม่ได้ พ่อโทรมาแต่เช้าตรู่ว่าพ่อติดรถของวัดแถวบ้านที่มีสาขาที่กรุงเทพฯ ลงมาเยี่ยมฉัน เสียงพ่อดูอ้อแอ้ชอบกล และเมื่อฉันลงไปเจอพ่อที่ใต้หอพัก ตัวพ่อก็อ้อแอ้และเดินโซเซมากกว่าเสียงอีก ไม่ต้องเรียนหมอหรือเป็นนักสังเกตพฤติกรรมมนุษย์ ฉันก็รู้แล้วว่าพ่อเมาเหล้า…เมาหนักเสียด้วย ฉันไม่เคยเข้าใจจนถึงทุกวันนี้ว่าทำไมคนเป็นพ่อถึงห้ามตัวเองไม่ให้กรอกเหล้าเข้าปากก่อนมาเยี่ยมลูกที่เพิ่งสอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐไม่ได้นะ…มันจะยากอะไรกันนักหนากะอีแค่รู้จักยับยั้งใจตนเองต่อศีลข้อห้า จากเหตุการณ์วันนั้น ฉันเริ่มมองพ่อเปลี่ยนไป ฉันรู้สึกว่าพ่อเป็นคนอ่อนแอมากๆ อ่อนแอเกินไป และฉันเกลียดคนแบบนี้

            ด้วยความที่ฉันสอบเทียบชั้นมัธยมปลายแล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ทันที ฉันกับพี่จึงถือว่าเริ่มต้นการเป็นเฟรชชี่ในช่วงเวลาเดียวกัน หากแต่ด้วยความที่ตัดสินใจเปลี่ยนคณะกลางคัน พี่ชายฉันจึงจบล่าช้าไปกว่าเกณฑ์มาตรฐานอยู่สองปี ตอนนั้นฉันทำงานแล้ว แต่ยังถือเป็นเด็กแบเบาะในโลกแห่งมืออาชีพ ฉันยังเลี้ยงตัวเองได้ไม่ดีนัก ประสาอะไรที่จะไปดูแลคนอื่น แม้คนนั้นจะเป็นพี่ชายหรือพ่อแม่ตัวเองก็เถอะ ในวันซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรของพี่ พ่อตัดสินใจเดินทางไกลมาถ่ายรูปด้วย ขณะที่แม่ผู้ไม่สนใจพิธีรีตองอยู่แล้วโทรบอกว่า “ไม่มานะ” ด้วยความที่ฉันตัดสินใจไม่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเมื่อสองปีก่อน ดังนั้นจึงถือได้ว่า งานรับพระราชทานปริญญาบัตรของพี่ในหนนี้ถือเป็นงานแรกของครอบครัวเรา แม้พี่ชายฉันจะเรียนจบช้า แต่เขาก็คงตั้งความหวังกับงานนี้ไว้มาก ในวันอันเกี่ยวข้องกับพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร คนเราจะต้องการอะไรมากกว่าความเบิกบาน ชื่นมื่น และความหวังถึงอนาคตอันสดใส แต่แล้วพ่อก็ปรากฏกายในตอนเช้าตรู่ด้วยอาการเดินโซเซและกลิ่นเหล้าหึ่ง พ่อเมาเหล้ามางานซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรงานแรกของครอบครัว และเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่าพี่ชายฉันคงไม่เรียนต่อระดับปริญญาโทแล้ว จึงถือได้ว่า พ่อเมาเหล้ามาร่วมงานซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรงานเดียวในชีวิตของลูกชายตนเอง

            ฉันเกลียดพ่อในวันนั้น

            หลังจากนั้นชีวิตฉันก็ก้าวเข้าสู่วัยเบญจเพส พร้อมๆ กับข่าวร้ายเรื่องบริษัทที่ทำงานอยู่ตัดสินใจปิดตัว ฉันกลายเป็นคนตกงาน ฉันตัดสินใจเดินทางไปท่องเที่ยวเวียดนามเกือบหนึ่งเดือนเต็ม ก่อนจะกลับมาปักหลักอยู่บ้านอีกเกือบห้าเดือน ช่วงนั้นฉันไปช่วยพ่อทำนา ได้พูดคุยและทำความรู้จักกับพ่อในวัย 54 ปีเพิ่มขึ้น พ่อในวัยนั้นหันมาทำงานช่วยเหลือชุมชนพลางถูกเชื้อเชิญไปเป็นกรรมการในกิจการที่เกี่ยวกับชุมชนอยู่หลายเจ้า ถ้าวัดตามมาตรฐานสมัยใหม่ พ่อไม่น่าจะถูกเชื้อเชิญ เพราะหนึ่ง พ่อไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต และสอง พ่อไม่ได้มีเงินมากมายขนาดที่จะไปดูแลใครได้ จริงๆ พ่อติดจะขัดสนด้วยซ้ำ พ่อแค่หาเงินได้จากการทำนาปีแล้วขายข้าว แต่คนในชุมชนเห็นว่าพ่อเอาการเอางาน พึ่งพิงได้ ฉันได้เรียนรู้ก็ตอนเบญจเพสนี่เองว่า คนเราไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานะที่ดีเว่อร์ เราก็สามารถช่วยคนอื่นได้…ประสบการณ์หนนั้นทำให้มุมมองที่ฉันมีต่อพ่อเริ่มเปลี่ยนแปลง

            จากนั้นอีกหนึ่งปีพ่อโทรบอกฉันว่าพ่อเลิกเหล้าแล้ว…เป็นการเลิกที่เด็ดขาดและจะไม่มีการข้องแวะเกี่ยวข้องกันอีก ฉันไม่เชื่อพ่อหรอก ฉันคิดว่ามันคือคำโกหกอีกคำหนึ่งที่มนุษย์ผู้อ่อนแอมักจะพล่ามออกมาเสมอ พ่อโกหกฉันแน่ๆ เหมือนกับที่บางครั้งฉันก็โกหกเจ้านายเรื่องเดดไลน์ส่งบทความ เหมือนที่บางครั้งเราก็โกหกบางคนว่าเขาไม่สำคัญต่อชีวิตเราแล้ว เหมือนที่บางหนผู้คนก็โกหกกันว่า “ไว้ว่างๆ กินข้าวกัน”

            แต่พ่อก็เลิกเหล้าจริงๆ

            นอกจากเลิกเหล้า พ่อในวัย 55 หันเข้าหาวัด เปล่า, ไม่ใช่การหันหาธรรมะแบบที่เรามักพบกันในสังคมเมืองยุคนี้ จริงๆ ชีวิตพ่อก็เหมือนชีวิตคนชนบทคนอื่นๆ คือมีความเกี่ยวข้องพัวพันกับวัดมาตลอด บางครั้งพ่อก็แวะไปคุยเล่นกับพระที่เป็นญาติพี่น้องกัน ฉันจะไม่เรียกมันว่า “การสนทนาธรรม” นะ เพราะมันคือการคุยเล่นจริงๆ พ่อทำสิ่งเหล่านี้มาเนิ่นนาน จนกลมกลืนกับวิถีชีวิต แล้วในวัย 55 ปีพ่อก็กลายร่างเป็นมัคนายก พ่อถูกเชิญให้เป็นประธานฝ่ายฆราวาสของวัดป่าสายปฏิบัติแห่งหนึ่ง งานศพ งานบวช แห่ผ้าป่า ทำบุญกฐิน อะไรก็ตามที่ต้องมีพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์องค์เจ้า ชาวบ้านจะเรียกขานให้พ่อไปช่วยทั้งนั้น แม้กระทั่งงานแต่งของลูกหลานข้าราชการใหญ่ หรืองานใหญ่โตระดับอำเภอ เขาก็ต้องมาเชื้อเชิญพ่อถึงบ้านด้วยตัวเองหมดทุกรายไป พ่อคนที่เคยติดเหล้าชนิดเกินเยียวยา ถูกภรรยาขอหย่า ถูกไล่ออกจากราชการ ชีวิตเป๋และโคตรจะเสียศูนย์ พ่อคนที่พกกลิ่นเหล้าเหม็นหึ่งไปร่วมงานซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรลูกชาย พ่อที่ฉันเคยเกลียด พ่อค่อยๆ กอบกู้ชีวิตของตัวเอง ใช่ มันไม่ได้ใช้ระยะเวลาสั้นๆ … มันกินเวลายาวนานหลายสิบปี แต่พ่อก็กอบกู้มันกลับคืนจนได้

            เกียรติและศักดิ์ศรีของมนุษย์คนหนึ่ง

            ทุกวันนี้พ่อยังเป็นชาวนาอยู่ ในวัย 61 ปี พ่อมีรถกระบะมือสองในครอบครองหนึ่งคัน อันเป็นคันที่พ่อผ่อนส่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรอยู่หลายปี จนตอนนี้หมดหนี้สินกันแล้ว พ่อใช้รถคันนี้ขับไปส่งคนในชุมชนเวลาที่มีใครเจ็บป่วยหรือต้องไปโรงพยาบาลไกลถึงขอนแก่น พอๆ กับที่ใช้คันนี้ขนปุ๋ยขี้ไก่ไปใส่ท้องนา พ่อยังคงไปวัด ไปงานบุญ งานบวช งานศพ งานกฐิน หรืองานผ้าป่าอยู่เสมอ แต่พ่อไม่แตะต้องเหล้าอีกแล้ว … ไม่เลยสักนิด

ฉันคิดว่าฉันเขียนประโยคแรกของบทความนี้ผิดไป

“ฉันรักพ่อ มากเท่ากับที่ฉันจะรักแม่ได้”

นี่ต่างหาก คือประโยคที่ถูกต้อง

(จดหมายจากเขาวง) ไม่ใช่การลาออกครั้งสุดท้าย

ไม่ใช่การลาออกครั้งสุดท้าย

เมื่อวานฉันนั่งรถไปอำเภอข้างเคียงกับเพื่อนสาว อำเภอที่เราไปอยู่ห่างจากบ้านราวๆ 20 กิโลเมตร เป็นอำเภอที่อยู่ติดถนนสายมุ่งหน้าไปมุกดาหาร ทำให้มีรถผ่านเยอะ และมีความเจริญตามมา ความเจริญที่ว่าคือ ที่นั่นมีปั๊มน้ำมัน ปตท.​ใหญ่มาก คนที่อยู่ใกล้เมืองใกล้แหล่งสินค้าต่างๆ คงไม่รู้ว่า บางครั้งแค่การมาถึงของปั๊มน้ำมัน ปตท. ก็ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปได้

ฉันแค่อยากไปปั๊ม ปตท.​ เพราะฉันอยากกินเค้กในร้านอะเมซอน แค่นั้นแหละเหตุผลของการรบเร้าให้เพื่อนสาวขับรถพาไปต่างอำเภอ

เพื่อนสาวคนนี้กลับมาปักหลักที่บ้านเกิดก่อนฉันจะกลับมาราวๆ หนึ่งปี เธอเคยเรียนมหาวิทยาลัยใน กทม. ทำงานธนาคารอยู่ที่นั่นหลายปีทีเดียว เธอแต่งงานกับเพื่อนสมัยมัธยมที่บังเอิญมาเจอกันอีกทีตอนต่างคนต่างทำงานแล้วใน กทม. เพื่อนผู้ชายคนนี้ก็เป็นคนในอำเภอเดียวกันนี่แหละ ก่อนหน้านี้สามีเธอก็ทำงานเป็นวิศวกรบริษัทข้ามชาติใหญ่โต (หมายถึงบริษัทน่ะใหญ่โต) แต่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา สามีเธอในวัยต้นสามสิบเพิ่งตัดสินใจย้ายกลับมาทำงานที่โรงงานน้ำตาลมิตรผลแถวละแวกบ้าน แน่นอนว่าการกลับมาก็นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ที่แน่ๆ คือเงินเดือนลด แต่การได้กลับมาอยู่ใกล้ภรรยา ใกล้พ่อแม่พี่น้องตัวเอง นั่นมันก็เป็นอีกข้อดีท่ามกลางข้อด้อยเรื่องเงินลด ชีวิตการกลับบ้านนอกมันก็เป็นแบบนี้แหละ…บางทีเราก็ต้องเลือกว่าเราจะคว้าอะไรไว้ และปล่อยอะไรไป คงเอาไว้พร้อมกันไม่ได้ทั้งหมดหรอก

กลับมาที่เรื่องเพื่อนสาวต่อ ตอนเธอกลับมาใหม่ๆ เธอก็มาช่วยที่บ้านดูแลงานด้านบัญชีในธุรกิจปั๊มน้ำมันครอบครัวที่เปิดมาราวๆ 15 ปีแล้ว พอพูดว่าเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมัน หลายคนอาจจะตาวาว ว่าคงต้องมีเงินเยอะแน่ๆ แหม…ชีวิตแบบนี้ก็น่าจะย้ายกลับมาอยู่บ้านนอกอยู่หรอก แต่ความที่อำเภอเขาวงเป็นอำเภอขนาดไม่ใหญ่ ไม่ใช่อำเภอที่เป็นทางผ่านไปชุมชนอุตสาหกรรมหรือเมืองใหญ่ ทำให้รถเข้าออกในอำเภอมีไม่เยอะ ประกอบกับในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ก็มีปั๊มน้ำมันเจ้าอื่นๆ มาแชร์ตลาดจำนวนไม่น้อย ในจำนวนปั๊มน้ำมันที่เปิดใหม่นี้ มีปั๊มน้ำมันยี่ห้อ PT รวมอยู่ด้วย PT ไม่ใช่ ปตท. แต่ก็ทุนรอนที่ถือไว้ก็มีไม่น้อย ทำให้สามารถเช่าทำเลดีๆ ไว้ได้หลายทำเล ธุรกิจปั๊มน้ำมันน่ะชัดเจนอย่างหนึ่งว่า ถ้าทำเลดี รถก็แวะเข้า ถ้าตั้งอยู่ในถนนเส้นที่รถผ่านน้อย ลูกค้าก็ย่อมน้อยตาม การมาถึงของคู่แข่งใหม่ๆ เงินทุนหนา ย่อมกระทบปั๊มน้ำมันของเพื่อนสาวอยู่ไม่น้อย

เธอและครอบครัวเลือกที่จะรับมือปัญหาเชิงธุรกิจด้วยการกระจายการลงทุนไปในธุรกิจอื่นๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับปั๊มน้ำมันและไม่เกี่ยวข้องเลย … เขียนอย่างนี้ดูเป็นภาษาเศรษฐศาสตร์นามธรรมชอบกลเนอะ เอาเป็นว่า เธอกระจายเงินไปลงทุนในกิจการที่เกื้อกูลกับธุรกิจปั๊มน้ำมันตัวเอง ด้วยการออกรถไปขนน้ำมันเองจากสระบุรีทุกๆ สองสามวัน เพื่อนำมาขายในปั๊มตัวเอง รวมถึงกระจายขายให้ปั๊มเล็กปั๊มน้อยปั๊มอื่นด้วย ส่วนธุรกิจอีกอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับปั๊มเลย ก็คือการไปประมูลร้านขายของในโรงเรียนมัธยม แล้วเปิดกิจการขายของทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ณ โรงเรียนแห่งนั้น เธอเคยเล่าให้ฟังว่า ในส่วนของปั๊มน้ำมันนั้น ลูกค้านอกจากจะเป็นข้าราชการและคนมีรถยนต์ทั่วไปแล้ว ลูกค้าอีกประเภทที่ทำให้ปั๊มน้ำมันเธอพออยู่ได้ คือชาวนาที่มักแวะมาเติมตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนไปทำนา ช่วงหน้านาจะเป็นช่วงที่ยอดขายพุ่งมากกว่าปกติเสมอ ส่วนกิจการร้านค้าในโรงเรียนมัธยมนั้นก็มีรายได้สม่ำเสมอเช่นกัน แต่ต้องแลกมาด้วยการตื่นไปเปิดร้านแต่เช้าตรู่ เพราะเธอไม่ได้จ้างลูกน้องมาดูแลร้านค้า แต่เลือกจะไปเปิดร้านและขายด้วยตัวเองมากกว่า

ฉันไม่รู้ว่าตอนที่เพื่อนสาวเลือกจะลาออกจากงานธนาคารเพื่อกลับมาอยู่บ้านนั้น เธอได้เตรียมใจไว้ก่อนแล้วหรือไม่ ว่ามันคือการลาออกจากงานหนึ่ง เพื่อมารับผิดชอบอีกงานหนึ่ง ที่ภาระอาจจะไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากันเลย

และแน่นอน…มันไม่ใช่การลาออกครั้งสุดท้าย

ฉันเลือกจะเล่าเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะช่วงนี้มีบางคนถามฉันหลายหน เรื่องการลาออกจากงานเพื่อมาอยู่บ้าน หลายคนมองว่าการทำอย่างนี้ได้ มันดูดีและเป็นชีวิตในฝัน “การลาออกจากงานครั้งสุดท้าย” มนุษย์เงินเดือนหน้าไหนก็อยากทำ อยากมี อยากเป็น แบบนี้ทั้งนั้นแหละ

แต่มันไม่มีหรอก “การลาออกครั้งสุดท้าย” น่ะ ฉันยืนยัน

ตอนที่ยื่นใบลาออกจากออฟฟิศเก่า ฉันรู้เป็นเลาๆ ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า ถึงยังไงก็ตาม ตัวเองต้องได้ยื่นใบสมัคร “ขอทำงาน” อีกเป็นแน่ เพียงแต่ว่า งานที่จะยื่นขอทำนั้น จะเปลี่ยนโฉมแปรรูปจากงานสาขาเก่าที่เคยทำมาแค่ไหน มันอาจจะเป็นงานบางประเภทที่ฉันเคยร้องยี้่ในวัยต้น 20  (เช่นงานเลขา) หรืออาจจะเป็นงานประเภทที่ไม่เคยโผล่ในหัวมาก่อน (เช่นเป็นอาจารย์) หรือเปล่านะ แต่ตราบเท่าที่เรายังอยู่ในสังคมที่ต้องกินต้องใช้ มนุษย์ก็มีหน้าที่ต้องทำงาน และงานทุกอย่าง —แม้กระทั่งการเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ ในอำเภออันเงียบสงบ — ก็มักมีปัญหาให้ต้องจัดการและฝึกสมองอยู่เสมอ มันคือความไม่เรียบของชีวิตที่เราทุกคนล้วนต้องรับมือกันไปนั่นแหละ

หาตอนจบอันประทับใจไม่ลง…งั้นจบตรงนี้แล้วกันนะ (ตึ่งโป๊ะ)

ปล.​ อยากรู้ข้อมูล ปั๊ม PT เพิ่ม สามารถ google ได้ค่ะ

ผู้คนใน 2013 (2)

หมายเหตุ: ตอนแรกว่าจะไม่เขียนอะไรถึงปี 2013 แล้ว แต่วันนี้พอดีไปอ่านบล็อกของน้องคนหนึ่งเข้า เลยอยากเขียนถึงปี 2013 ของตนเองบ้าง

 

 

ผู้คนใน 2013 (2)

 

ปี 2013 เป็นปีที่ธนาคารโลกเปิดโอกาสให้สาวใหญ่วัยสามสิบสองได้ออกเดินทางนอกประเทศ และพบเจอผู้คนมากมาย ไม่ได้คิดว่าผู้คนเหล่านั้นน่าสนใจกว่าผู้คนในอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์หรอก (บนโลกนี้ไม่มีใคร “แสนธรรมดาแต่น่าสนใจ” เท่าคุณครูวิ แห่งบ้านกุดปลาค้าว อีกแล้ว…ขอบอก) แต่ในวัยขึ้นต้นด้วยเลขสาม การออกเดินทางก็ทำให้เห็นโลกในมุมที่เราไม่เคยเห็นในตอนที่เรายังทเวนตี้ซัมติง (แสนติ่งวันนาบี)

 

แน่นอนว่าปีนี้เจอคลาสเมทและมนุษย์ร่วมมหาวิทยาลัยมากมาย (สังเกตว่าไม่ใช้คำว่า “เพื่อน” เพราะเป็นคำที่สงวนไว้จริงๆ ฮ่ะ) แต่มีบางคนที่อยากกล่าวถึง … พวกเขาไม่ได้พิเศษกว่าใคร แต่บางเรื่องราว และการเดินทางของพวกเขา (เท่าที่เป็นอยู่ ณ วันนี้) ทำให้อยากกล่าวถึง

 

 

เยน (หรือ เย็น), เวียดนาม, ยี่สิบหกปี

 

เยนเป็นคลาสเมทชาวเวียดนามที่แตกต่างกับอาห์นไปเลยในบางแง่,ในชั้นเรียนสถิติและไมโครอิคอนโนมิกส์ ฟอร์ พับลิกโพลิซี (ทำไมชั้นไม่พิมพ์ภาษาอังกฤษล่ะ XD) เยนจะเป็นคนที่ตอบคำถามเซนเซเป็นคนแรกๆ เสมอ เราจะได้ยินเสียงเธอบ่อยครั้งไม่ว่าเราจะนั่งตรงมุมไหนของชั้นเรียน…หน้าสุดหรือหลังสุดก็ตาม

 

ครั้งหนึ่ง ฉันเคยนัดติวกลุ่มกับคลาสเมทบางคน มีคนถามว่าจะมีใครมาติวบ้าง ฉันบอกชื่อเยนไป หลายคนไม่รู้จักเธอ แต่พอฉันบอกว่า“ผู้หญิงเวียดนามคนที่ตอบคำถามบ่อยๆ แล้วก็คิดเลขเร็วๆ น่ะ” ทุกคนจะร้อง “อ๋อ”เยนคิดเลขในใจเร็วมาก บ่อยครั้งมากที่เซนเซคำนวณอะไรบางอย่างแล้วเซนเซยังไม่ทันได้คำตอบเลย เยนก็จะส่งเสียงตอบขึ้นมา “5,960”อะไรทำนองนี้แล้ว เยนตอบคำถามโดยไม่ใช้เครื่องคิดเลขแต่อัตราความเร็วในการตอบของเยนนั้นเร็วปานเธอกดเครื่องคิดเลข (หรือพูดให้ถูกต้องคือ เร็วกว่ามาก) พวกเราชอบเรียกเธอว่า เครื่องคิดเลขเดินได้

 

ฉันเพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้ว่า เยนอยู่ปีหนึ่งเช่นเดียวกับฉัน ความที่เธอแสนคล่องแคล่วและไม่มีปัญหากับการเรียนเลยและความที่ฉันไม่เห็นเธอในคลาสอื่นๆ ที่เด็กปีหนึ่งมักสุมหัวรวมตัวกันลงเรียน เลยทำให้ฉันคิดว่าเธอคงอยู่ปีสอง แต่เปล่าเลย เธออยู่ปีหนึ่งแต่ที่เธอมักไม่ได้ปรากฏกายสุงสิงกับเด็กปีหนึ่งคนอื่นๆ เลย(นอกจากเด็กเวียดนามด้วยกัน) ก็เพราะเธอมาเรียนที่นี่พร้อมสามีที่เรียนอยู่คณะวิศวกรรม หลังเลิกเรียนเยนเลยมักกลับบ้านไปทำตัวเป็นแม่บ้านแสนดี ถ้ามีเวลาว่าง เธอก็เลือกใช้มันกับสามี (แน่อยู่แล้ว) และที่สำคัญคือ เธอท้องอยู่และกำลังจะคลอดเดือนมีนาคมนี้แล้ว!!! ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่เธอจะดูไม่ค่อยได้สังสรรค์กับเด็กปีหนึ่งคนอื่นๆ …เพราะเธอมีชีวิตอีกด้าน อีกแบบ อีกมุมที่เธอต้องดำเนินและประคับประคองนั่นเอง

 

ด้วยความที่เยนดูเป็นคนฉลาดมากในคลาสเรียนสถิติกับไมโครอิคอนโนมิกส์ทำให้ฉันคิดว่าเธอคงไปได้ดีกับทุกวิชาที่เหลือ จริงๆ เทอมนี้เยนลงเรียนน้อยมากเพราะเธอตั้งครรภ์อยู่แล้วไม่อยากเครียด เยนมาเรียนที่มหาวิทยาลัยโตเกียวด้วยทุนของสามี…อันเป็นทุนที่ฉันกับเด็กเวียดนามคนอื่นๆลงความเห็นว่า “เป็นทุนที่เพอร์เฟ็กต์ที่สุด” ดังนั้นเยนเลยไม่ต้องรีบจบภายในสองปีเหมือนเด็กทุนคนอื่นๆ ก็ได้ ค่ำวันหนึ่งฉัน,เยน,และดึ๊ก สามีของเยน เดินกลับบ้านด้วยกัน (บ้านเราอยู่ทางเดียวกัน) ฉันถามเยนถึงวิชาต่างๆ ที่เยนลงเรียน เธอบอกว่า ความที่เธอจบบัญชีมาทำให้วิชาจำพวกการเมือง การปกครองหรือวิชาเกี่ยวกับการวางแผนนโยบายเป็นเรื่องยากสำหรับเธอ บางครั้งในบางคลาสเธอไม่เข้าใจความหมายของคำศัพท์ที่เซนเซกับเด็กอื่นๆ ในคลาสใช้กัน…ไม่ใช่เพราะภาษาอังกฤษเธอไม่ดีนะ ภาษาอังกฤษของเยนเข้าขั้นดีเลิศ แต่เป็นเพราะนั่นไม่ใช่สาขาวิชาที่เธอเคยผ่านพบมา ฉันเลยเล่าให้เธอฟังว่า ตอนฉันเรียนคลาสความมั่นคงพลังงานเกือบทุกคนในชั้นพูดกันเรื่อง PeakOil พูด CCS (Carbon Captured Storage) ประหนึ่งกำลังพูดถึงเรื่องอาหารกลางวัน อาหารเย็น อะไรเทือกนั้น เด็กยุโรปพูดศัพท์ยากแต่ละอย่างประหนึ่งมันคือเรื่องสามัญที่ทุกคนต้องรู้ มันทำให้ฉันแทบเสียสติ ฉันรู้สึกว่าตัวเองโง่เง่ามาก (แม้มันจะเป็นเรื่องจริงอยู่แล้วก็ตาม) ฉันบอกว่าฉันเพิ่งรู้ว่าเยนก็มีเรื่องไม่ถนัดเหมือนกัน

 

“คนเรามีเรื่องไม่ถนัดกันทุกคนนั่นแหละ” เยนบอก พลางเอามือลูบท้องนูนๆของเธออย่างทะนุถนอม

 

บางครั้ง คนที่เราคิดว่าเขาเก่งแสนเก่ง ก็คงมีมุมที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เอาไหนและมีเรื่องให้ต้องท้าทายหลายๆ อย่างอยู่ก็เป็นได้มั้ง

และสำหรับเยนในอนาคตอันใกล้นี้ …การเป็นแม่ลูกอ่อนที่ต้องประคับประคองการเรียนในมหาวิทยาลัยโตเกียวไปพร้อมๆ กัน…ก็คงเป็นเรื่องท้าทายมากสำหรับเธอ

 

ฉันรู้ว่าเธอคงได้ A+ ในวิชาสถิติและไมโครอิคอนโนมิกส์แน่ๆ

แต่ฉันหวังเพิ่มให้เธอได้ A+ ในการคลอดอันจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ด้วยเช่นกัน  🙂

 

ปล.ชื่อของเธอในภาษาเวียดนามออกเสียงคล้าย “เยน” อันหมายถึงหน่วยเงินตราของญี่ปุ่น ทำให้เธอมักจะบอกทุกคนว่าเธอชื่อ“เยน” และชื่อของเธอที่เหมือนกับ “เงินเยน” นี่เอง ที่เป็นเหตุผลว่าทำไมเธอต้องมาเรียนต่อที่นี่ (มันคือโชคชะตา เธอว่าไว้อย่างนั้น)

ผู้คนในปีคริสตศักราชสองพันสิบสาม (ตอนที่หนึ่ง)

หมายเหตุ: ตอนแรกว่าจะไม่เขียนอะไรถึงปี 2013 แล้ว แต่วันนี้พอดีไปอ่านบล็อกของน้องคนหนึ่งเข้า เลยอยากเขียนถึงปี 2013 ของตนเองบ้าง

 

 

ผู้คนใน 2013 (1)

 

ปี 2013 เป็นปีที่ธนาคารโลกเปิดโอกาสให้สาวใหญ่วัยสามสิบสองได้ออกเดินทางนอกประเทศ และพบเจอผู้คนมากมาย ไม่ได้คิดว่าผู้คนเหล่านั้นน่าสนใจกว่าผู้คนในอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์หรอก (บนโลกนี้ไม่มีใคร “แสนธรรมดาแต่น่าสนใจ” เท่าคุณครูวิ แห่งบ้านกุดปลาค้าว อีกแล้ว…ขอบอก) แต่ในวัยขึ้นต้นด้วยเลขสาม การออกเดินทางก็ทำให้เห็นโลกในมุมที่เราไม่เคยเห็นในตอนที่เรายังทเวนตี้ซัมติง (แสนติ่งวันนาบี)

 

แน่นอนว่าปีนี้เจอคลาสเมทและมนุษย์ร่วมมหาวิทยาลัยมากมาย (สังเกตว่าไม่ใช้คำว่า “เพื่อน” เพราะเป็นคำที่สงวนไว้จริงๆ ฮ่ะ) แต่มีบางคนที่อยากกล่าวถึง … พวกเขาไม่ได้พิเศษกว่าใคร แต่บางเรื่องราว และการเดินทางของพวกเขา (เท่าที่เป็นอยู่ ณ วันนี้) ทำให้อยากกล่าวถึง

 

หนึ่ง) อาห์น, ยี่สิบแปด, เวียดนาม

 

อาห์น เป็นคลาสเมทที่เจอกันตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม เพราะว่าเป็นเด็กทุนธนาคารโลกด้วยกัน ก็เลยต้องเข้าคลาสปรับพื้นฐานตอนเดือนกันยายนด้วยกัน ความที่ทางเดินกลับบ้านของเราเป็นทางเดียวกัน เราก็เลยเดินกลับบ้านด้วยกันเกือบทุกเย็น ฉันจำได้ว่าตอนเจออาห์นหนแรก ประโยคแรกที่ฉันทักเธอคือ “รองเท้าเธอสวยมาก” แต่ก็นะ…รองเท้าเธอสวยจริงๆ

 

อาห์นเป็นผู้หญิงเวียดนามผิวสวย ตัวสูงไซส์เอ็ม ถ้าคุณเจอเธอ คุณจะไม่มีวันนึกว่าเธอแต่งงานมีลูกชายวัยสี่ขวบแล้ว!!! เธอเพิ่งอายุยี่สิบแปดเอง นั่นหมายความว่าเธอแต่งงานตั้งแต่อายุยี่สิบสี่ปี เรื่องการแต่งงานและมีลูกแล้วของอาห์นมักทำให้คนอื่นที่รู้เรื่องแปลกใจเสมอ เซนเซนที่สอนภาษาญี่ปุ่น เคยทำเสียงตกใจมากตอนฉันบอกว่า วันนี้อาห์นลา เพราะเธอต้องไปทำเรื่องเอกสารให้ลูกชายเธอเข้าอนุบาลที่นี่ได้ เธอตั้งใจจะพาลูกมาอยู่ด้วยในเทอมหน้า ลูกเป็นเหมือนดวงใจของเธอ (แน่นอนล่ะ) ช่วงเดือนแรกที่มาอยู่ที่นี่เธอคิดถึงลูกมากขนาดที่ว่า หลังจบคลาสซัมเมอร์ เธอใช้เวลาสิบวันก่อนเปิดเทอมบินกลับฮานอยเพื่อเยี่ยมลูกชายของเธอ

 

อาห์นเป็นคนอ่านสปีชในพิธีเปิดการศึกษาฤดูหนาว …เป็นหนึ่งในสองนักเรียนที่ถูกเลือกให้อ่านสปีช (อันเป็นสปีชที่เขียนเอง) อีกคนหนึ่งคือเด็กหนุ่มคณะสายวิทย์ (หนุ่มจริง เพิ่งจบตรี ไม่เคยทำงาน) จากยุโรป ที่ดูตื่นเต้นกับชีวิตในมหาวิทยาลัยโตเกียวมาก …แตกต่างกับอาห์น

 

การที่อาห์นได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนขึ้นอ่านสปีชในพิธีเปิดการศึกษานั้นเป็นเรื่องที่ทั้งน่าประหลาดใจแต่ก็ไม่น่าแปลกใจไปพร้อมๆ กัน … แวบแรกที่คุณเห็นอาห์น คุณจะรู้สึกว่าเธอเป็นผู้หญิงเวียดนามผิวดีธรรมดา และเธอก็ธรรมดาจริงๆ ในชั้นเรียนขนาดใหญ่ภาคบังคับ อาห์นไม่เคยยกมือถามคำถาม ไม่เคยร่วมแสดงความคิดเห็นอันน่าสนใจในชั้น เธอแค่นั่งอยู่ตรงนั้น จดเลคเชอร์ ถึงเวลาก็ส่งการบ้าน (การบ้านที่ฉันมักเจ๋อไปขอดูคำตอบก่อนส่งเสมอ)

 

แต่อาห์นมักได้คะแนนดีเสมอในวิชาเกี่ยวกับตัวเลข

 

เธอไม่ชอบอาหารญี่ปุ่น เธอเลยทำกับข้าวทานเองและห่อมามหาวิทยาลัยทุกวัน การที่อาห์นทำกับข้าวเองนั้นไม่ใช่เพราะว่าต้องการประหยัดเงิน แต่เพราะเธอไม่ชอบอาหารญี่ปุ่นจริงจัง อาห์นทำอาหารเก่งมาก โอเค…เธอเป็นแม่ แต่ไม่ใช่แม่ทุกคนจะทำกับข้าวได้เลิศเลอ แต่อาห์นเป็นคนแบบนั้น ตอนก่อนคริสต์มาส คลาสเมทอินเดียซื้อไก่ทั้งตัวมาฉลอง แต่พวกเราไม่รู้จะทำยังไงกับไก่อบตัวเบ้อเริ่ม เป็นอาห์นที่คอยจัดการบอกว่า “อย่างนี้ต้องใข้กรรไกรตัด ฉันจะไปเอากรรไกรที่ห้องมาตัดให้” แล้วเธอก็สวมบู๊ทหายไปสักห้านาทีก่อนจะกลับมาพร้อมกรรไกรที่มีไว้ทำกับข้าว เธอตัดเฉือนไก่อบอย่างว่องไว … มันเป็นความว่องไวแบบที่คนทำครัวเป็นเท่านั้นจะทำได้

 

ฉันจำตอนหน้าร้อนที่เราเดินกลับบ้านตอนเย็นด้วยกันได้ดี มีวันหนึ่ง ฉันบ่นให้เธอฟังว่าตอนฉันอายุสิบหกปี ฉันเคยเก่งเลขกว่านี้นะ ฉันแก้โจทย์ได้ทุกโจทย์ในระดับชั้นมัธยมปลาย ไม่เหมือนตอนนี้ที่แค่สมการกลับข้างฉันก็งงแล้ว เรื่องมันผ่านมานานเกินไป อาห์นถามว่า แล้วเรื่องมันผ่านมานานเท่าไหร่เหรอ ฉันตอบว่า “สิบหกปี” อาห์นหยุดเดิน นิ่งไปนิดนึง ก็หันมามองหน้าฉันว่า “งั้นตอนนี้เธอก็อายุสามสิบสองแล้วสิ” ฉันเลยตอบว่า “ใช่ สามสิบสอง ไม่แต่งงาน และไม่มีลูก” แล้วเราก็หัวเราะพร้อมกัน

 

ฉันคิดว่า ฉันพอจะรู้เหตุผลที่อาห์นถูกเลือกให้พูดสปีชในวันนั้น … มันไม่ใช่เหตุผลยิ่งใหญ่อะไรหรอก แต่ฉันคิดว่าคงเพราะเธอดูธรรมดาดี เธอดูเป็นคนในชั้นเรียนปริญญาโทในมหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าดังมากของเอเชียที่ไม่ได้ดูโดดเด่นอะไร เธอไม่ได้จบตรีจากอเมริกาหรือยุโรป สำเนียงภาษาอังกฤษของเธอเป็นแบบเวียดนามแท้ๆ เธอไม่แต่งตัวแฟชั่นเก๋ไก๋ เธอแทบไม่แต่งหน้าเลยด้วยซ้ำ เธอไม่ใช่ยังลีดเดอร์ที่พร้อมกระโดดร่วมกิจกรรมเปลี่ยนโลกอะไรเทือกนั้น บางครั้งเธอเข้าร่วมกิจกรรมบางอย่างแค่เพราะมีแซนด์วิชฟรีด้วยซ้ำ (ฉันเป็นคนแนะนำเธอเองว่ามีของกินฟรี XD) แต่เพราะว่าเธอดูธรรมดามั้ง เธอถึงได้เหมาะสมที่จะอยู่บนเวทีตรงนั้น

 

เพราะมันสะท้อนให้เราเห็นว่า มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะชั้นเรียนปริญญาโทและเอก ควรจะเป็นพื้นที่ให้กับคนทุกกลุ่มจริงๆ

เพราะบางครั้ง คนที่เรซูเม่เปล่งประกายอลังการงานสร้าง (หมวดแอคชีฟเมนท์ยาวเป็นหางว่าวไปถึงดาวพลูโต) ก็อาจต้องเรียนรู้จากคนที่หั่นไก่อบด้วยความว่องไวและทำซุปต้มไก่ได้อร่อยเว่อร์…เช่นกัน

แม่และงานศพ

หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารไลฟ์สไตล์ออนไลน์ Better Living  จาก pruksa.com

 

แม่และงานศพ

(เรื่องโดย Tiktok)

เวลาคิดถึงแม่ ฉันจะมีภาพงานศพวาบขึ้นมาในหัวสมองเสมอ ไม่เกี่ยวกับว่าฉันคิดแช่งให้แม่ตาย แต่เพราะนอกจากเป็นครูสอนเด็กเขียนภาษาไทยแล้ว แม่ฉันยังยึดตำแหน่ง “โฆษกผี” ของอำเภอ งานศพเกือบทุกงานในละแวกบ้าน แม่จะต้องโผล่หน้าไปเป็นโฆษกให้ตามคำเรียนเชิญเสมอ ภาพแม่สวมชุดดำ ขี่มอเตอร์ไซค์สีเขียวออกจากบ้านไปในช่วงใกล้เที่ยงและกลับมาในช่วงบ่ายสองครึ่ง เป็นภาพที่ชินตาฉันอย่างมาก

เหมือนกับคนส่วนใหญ่บนโลก แม่ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการเป็นโฆษกงานศพ เรื่องทำนองนี้ต้องอาศัยการฝึกหัดและฝึกปรือฝีมือกันทั้งนั้น ก่อนอายุ 45 ปี แม่แทบจะไม่เคยจับไมค์เพื่อไปเป็นพิธีกรให้งานอีเวนต์ใดๆ ทั้งสิ้น มือของแม่ถนัดแต่ถือชอล์กขาวคอยขีดเขียนกระดานดำ และเชี่ยวชาญการทำงานบ้านกับงานครัว แต่แล้ววันหนึ่ง แม่ได้รับโอกาสให้เป็นพิธีกรงานสังสรรค์ของโรงเรียน เสียงเจื้อยแจ้วของแม่ทำหน้าที่ประสานให้งานผ่านไปอย่างรื่นเริงและราบรื่น จากวันนั้นแม่ได้รับคำชมรวมถึงโอกาส นอกจากเป็นครู แม่จึงหันมาเป็นพิธีกรและโฆษกงานต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย คิวของแม่เต็มแน่นและต้องเดินสายไปหมู่บ้านต่างๆ แทบไม่ได้ว่างเว้น (และไม่ได้ค่าตัว) ฉันได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญจากการตระเวนออกงานของแม่ว่า คนเราไม่ได้จัดงานแต่งงานกับบ่อยนักหรอก ในรอบหนึ่งปีแม่เป็นพิธีกรงานแต่งไม่เกิน 6 ครั้ง แต่ทุกสัปดาห์จะต้องมีใครสักคนจากไป และแม่จะอยู่ที่นั่นเสมอ…หน้าแท่นพิธีการในงานคาราวะศพแห่งนั้น

ด้วยความที่เคยเรียนสายสังคมศาสตร์และผ่านวิชาแนวปรัชญามาบ้าง ฉันเลยถามแม่ออกไปหนหนึ่งว่าคิดเห็นอย่างไรกับพิธีการงานศพของไทย แม่ตอบโดยไม่อิงเพลโต โสเครติส ซิเซโร หรือมาเคียเวลลี ว่า งานศพคือพิธีกรรมเพื่อรำลึกถึงคนตาย และเป็นงานที่เอื้อให้คนเป็นได้กลับมาพบปะเยี่ยมเยียนกันก็แค่นั้น สำหรับแม่งานศพก็ไม่ต่างกับงานอีเวนต์อื่นๆ ที่เชื่อมร้อยคนในชุมชนเข้าหากัน มันเหมือนกับสักหนึ่งวันในรอบสัปดาห์ เราจะมีนัดรวมตัวกันที่วัด กินน้ำกินท่าที่เจ้าภาพจัดหาไว้ให้ คอยถามข่าวว่าคนนั้นคนนี้เป็นอย่างไร ใครเพิ่งคลอดลูก ใครเพิ่งถูกหวย และใครเพิ่งหย่ากัน … งานศพคืองานทำนองนั้น งานของคนเป็นที่ยังคงต้องดิ้นรน ปลอบประโลม และโอบกอดกันและกันต่อไป

แต่ก็มีอยู่งานศพหนึ่งที่ฉันรู้ดีว่าแม่หัวใจสลาย มันไม่เลวร้ายขนาดเป็นงานศพของคนในครอบครัวเรา แต่สำหรับแม่ มันคืองานที่ใกล้เคียงกันมาก เมื่อกลางปีที่แล้วลูกศิษย์คนหนึ่งของแม่เสียชีวิต ฉันบอกไปหรือยังว่าแม่สอนเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 … เด็กตัวเล็กจ้อยที่เพิ่งหัดคัดลายมือ เด็กตัวน้อยที่กำลังหัดขี่จักรยาน เด็กที่แม่เพิ่งได้มีโอกาสสอนให้ใช้แท็บเล็ตพีซีที่รัฐบาลแจกให้ … ลูกศิษย์คนนั้นจากไปแล้วในวัย 7 ขวบ จากการพลัดตกคูน้ำตอนไปท้องนากับครอบครัวเขา เสียงแม่สั่นเครือตอนที่รู้ข่าว พอๆ กับที่ฉันสัมผัสได้ว่าหัวใจแม่สั่นคลอนและแตกสลาย ทุกวันนี้แม่ยังจำชื่อและนามสกุลของเด็กชายคนนั้นได้เป็นอย่างดี และบางทีแม่อาจจดจำเขาตลอดไป

แม่เพิ่งผ่านวัย 60 เต็มเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นับถึงเวลานี้ แม่เป็นโฆษกงานศพมาได้ราว 15 ปีแล้ว แม้จะไม่ใช่หมอหรือพระ แต่แม่ก็ได้ผ่านพบกับศพของผู้คนจำนวนมาก ทั้งหลายหลากยศศักดิ์และหลากหลายวัยวุฒิ ฉันไม่รู้หรอกว่าแม่ได้เรียนรู้อะไรจากมันสักกี่มากน้อย แต่สำหรับฉัน งานโฆษกผีของแม่ ช่วยให้ฉันได้เรียนรู้ว่า คนเรานั้นสามารถมอบอะไรให้แก่ชุมชนที่ตัวเองอาศัยอยู่ได้เสมอ มันต้องมีหน้าที่สักอย่างที่เอื้อให้เราทำตัวเป็นประโยชน์ได้ถ้าเราใคร่ครวญและใส่ใจอยากทำมากพอ

… ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานเพื่อคนมีลมหายใจหรือร่างไร้วิญญาณก็ตามที …

Another story

todaikids

1)

“Everybody feels a little crazy, but we go on living with it.” – “Another Story” song by “The Head and The Heart”

ฉันเจอข้อความนี้ในเฟสบุ๊คของพี่คุ่น ปราบดา หยุ่น เมื่อหลายวันก่อน … แปลกดีที่พอเห็นประโยคนี้ ภาพของผู้หญิงคนหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว

เธอเป็นพี่สาวของเพื่อนสนิทฉันเอง…และเป็นคนที่ฉันสามารถเรียกได้ว่า ฉันแทบไม่รู้จักเธอเลย

เอาจริงๆ แล้ว ฉันก็แทบไม่รู้จักกับอีกหลายสิ่งหลายอย่างบนโลก

เราไม่มีวันรู้ว่าผู้คนที่เราเดินผ่านในแต่ละวันตอนเดินเข้าเซเว่นอิเลฟเว่น คนที่ขึ้นลิฟต์ตัวเดียวกัน คนที่บังเอิญโดยสารรถไฟขบวนเดียวกันจากสถานีนิปโปริไปสถานีชินจูกุ หรือคนที่สอนเราในชั่วโมงภาษาอังกฤษการเขียนขั้นสูง เขาและเธอเคยเดินผ่านชีวิตแบบไหนมา

และเขาและเธอแบกอะไรไว้บ้าง…ในสิ่งที่เรียกว่าชีวิต

พี่สาวของเพื่อนสนิทของฉัน ก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไปบนโลกใบนี้ เธอเข้าเรียนตามการศึกษาในระบบ พอจบชั้นมัธยมก็ต่อมหาวิทยาลัย เธอเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เธอมีความรัก เธอแต่งงาน และเธอมีลูก

จากนั้นสามีเธอก็เสียชีวิตกะทันหันในปีต่อมา

ในช่วงวัยที่ตัวเลขบ่งบอกอายุขัยยังขึ้นต้นด้วยเลข 2 การต้องเป็นคุณแม่พร้อมๆ กับเป็นม่ายสามีตาย คงไม่ใช่สิ่งที่คนเราจะรับมือมันได้ง่ายๆ

สิ่งที่ยากมากกว่าการคิดว่าจะหาเงินมาเลี้ยงลูกตามลำพังได้ยังไง คงเป็นการกอบกู้ตัวเองให้ลุกขึ้นจากที่นอนในแต่ละวันให้ได้ก่อน…

คนที่เคยผจญความเศร้าจากการสูญเสียบางอย่างทุกคน คงพอจินตนาการได้ว่า …การนอนให้หลับ และตื่นมาในอีกเช้าวันหนึ่ง ทำได้ยากขนาดไหน

ฉันไม่รู้ว่าเธอผ่านมันมาได้อย่างไรด้วยซ้ำ

แต่ตอนนี้ลูกชายเธออายุ 7 ปีแล้ว

และเธอไม่เคยแต่งงานใหม่

2)

ว่ากันว่า ความเหงา กลายเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คนสมัยใหม่

เรามีเฟซบุ๊ค เรามีทวิตเตอร์ เรามีอินสตาแกรม (เรามีเว่ยโบตามเด็กจีน … เหรอ?) เรามีคอนเสิร์ต SM Town in Tokyo ให้ตั้งตารอคลิป แต่บางครั้งเราก็ยังเหงา

และรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง ทั้งที่จริงๆ เราอาจไม่ได้ขาด

แต่กับผู้คนที่สูญเสียอะไรไปจริงๆ ขาดสิ่งสำคัญในชีวิตไปจริงๆ พวกเขาอาจเดินสวนเราในเซเว่นอิเลฟเว่นด้วยใบหน้าที่เป็นปกติที่สุด จนเราไม่อาจรู้ได้เลยก็เป็นได้

ว่าเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว … ลูกในวัยประถมหนึ่งของเขาอาจจมน้ำตาย และเขาเคยร้องไห้ปานโลกจะแตกสลาย

ว่าเมื่อสิบหกปีก่อน … เธอเคยคิดค่าตัวตายหลังสูญเสียงาน บ้าน รถ จากวิกฤตเศรษฐกิจ

ว่าเมื่อสิบสี่ปีก่อน … เขาเคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงเพราะความเลินเล่อของคนเมา จนทำให้เขาเสียนิ้วมือที่ควรต้องใช้มือผ่าตัดและกลายเป็นหมอไม่ได้

ว่าเมื่อหกปีก่อน … เธอต้องเลี้ยงลูกอายุ 1 ขวบให้เติบโตมาได้ตามลำพังท่ามกลางความผันผวนแปรปรวนของการเมืองไทยและสังคมโลก

บางครั้ง กับการเป็นชนชั้นกลางในสังคมสมัยใหม่ แค่การได้คะแนนวิชาสถิติน้อยกว่าคนอื่นในชั้น อาจทำให้เรารู้สึกเซ็งเป็ด และทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในสายตาก็ดูแสนเส็งเคร็งได้ง่ายๆ

บางครั้งเราอาจรู้สึกว่าโลกโหดร้ายจัง เพราะวันนั้นฝนดันตกหนัก เราลืมเอาร่มมา เราเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์แทบไม่รู้เรื่อง และคนอื่นลืมส่งเทิยบเชิญในเฟซบุ๊กมาชวนเราไปปาร์ตี้ที่ทุกคนล้วนไป

บางครั้งเราอาจรู้สึกว่า โลกคงไม่มีพระเจ้า  เพราะไม่งั้นเราคงไม่เจอเรื่องบ้าบองี่เง่าแบบเมื่อวันก่อน

แต่นั่นแหละ เราทุกคนล้วนต้องเคยเจอกับอะไรที่ผิดโผ พลิกแผน หนักบ้างเบาบ้างนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

Everybody feels a little crazy

But we go on living with it.

3)

ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่สาวของเพื่อนผ่านวันเวลาเหล่านั้นมาได้ยังไง

ฉันเคยนั่งรถทางไกลไปกับเพื่อน … เวลาติดแหงกอยู่ในรถนานๆ มันง่ายมากที่เราจะหลุดปากถามอะไรที่ค้างคาใจอยู่ออกมา

แต่ฉันก็ไม่เคยยกเรื่องนี้มาถามเพื่อนสักที

แปลกดีที่ฉันเคยมีอาชีพต้องสัมภาษณ์ถามซอกแซ่กนั่นนี่กับผู้คนที่ไม่สนิทเพื่อเอามาเขียน…และหาเงินเลี้ยงชีพ

แต่พอกับคนที่สนิทมากๆ บางครั้งเราก็เลือกที่จะเงียบ

จะบอกให้ว่าในความเงียบฉันไม่ได้ยินอะไรหรอก (แหม…ใครมันจะไปได้ยินอะไรในความเงียบกันล่ะ ไม่ใช่นักปฏิบัติธรรมขั้นสูงนะโว้ย)

แต่ฉันคิดว่า เรื่องหลายๆ อย่างในโลก เวลาและผู้คนรอบตัวคงช่วยเยียวยามันได้

เราก็แค่ต้องพยายามลุกขึ้นมากินข้าวเช้าให้ได้ ต่อด้วยข้าวเที่ยง ตามด้วยข้าวเย็น และพยายามนอนให้หลับ (ออกกำลังกับอ่าน Women’s Health ด้วยก็คงดี  ><)

เพราะ Everybody feels a little crazy

But we go on living with it.

เรื่องของเช และการเดินทางของเบน

เรื่องของเช และการเดินทางของเบน

เขียนเรื่องนี้ไว้นานมากแล้ว พอดีเมื่อวานเคลียร์งานในคอมพิวเตอร์ เจอบทความนี้ เลยขอเอามาลงไว้
ทุกวันนี้ เพื่อนชื่อเบนคนนี้ ทำงานเป็นหมอที่นิวยอร์ก จบเอกด้านแพทย์ ที่ Columbia University ที่นิวยอร์ก แล้ว (ไฮโซมากๆ แตกต่างกับชีวิตของชั้นลิบลับเลย:)

***************************************


เรื่องของเช และการเดินทางของเบน

1.
ฉันรู้จักเบนครั้งแรกในเย็นย่ำวันหนึ่ง เมื่อเจ้าเพื่อนสาวคนสนิทลากตัวฉันไปแอบดูผู้ชายที่กำลังวุ่นวายกับเครื่องซักผ้าแบบหยอดเหรียญ… สถานที่ที่ฉันเจอเบนคือที่ประเทศไทย ต้นฤดูฝน ปี 2545

“ดูนั่นสิ น่ารักดีเนอะ” เพื่อนสาวพูดอย่างนี้

เบนในวันนั้นที่ฉันเจอ คือคนหนุ่มตัวซีดขาว ผมทอง ตาสีฟ้า ใส่หมวกแก็ปปิดบังดวงหน้า กำลังเปิดพลิกหนังสืออ่านขณะนั่งรอเจ้าเครื่องปั่นผ้าทำงานเสร็จ

ดูเป็นคนหนุ่มที่เอาจริงเอาจัง และคล้ายจะเป็นนักเดินทางผู้แสวงหาปรัชญาบางอย่าง….

เบนในวันถัดมาที่ฉันได้รู้จักเมื่อเราเอ่ยปากทักทายกัน คือเบนที่เป็นนักศึกษาวิชาเคมี จากวิสเคาซิล อเมริกา ผู้เดินทางมาทำวิจัยไกลถึงเมืองไทย…

และ “ไอเป็นคนหัวงู…ชอบดูหนังโป๊…ดื่มเบียร์เป็นชีวิตจิตใจ” คือประโยคที่เบนบรรยายตัวเอง

เบนชอบพูดอย่างนี้อยู่บ่อยๆ จนในที่สุด ฉันก็ลืมไปแล้วว่าครั้งนึงฉันเคยคิดว่าเบนเป็นคนจริงจัง และเต็มไปด้วยความฝันว่าจะทำให้โลกดีขึ้น

ตอนนั้นก้อนความคิดที่เกี่ยวกับเบนมีเพียงว่า เบนเป็นชายหนุ่มธรรมดาที่ดูขี้เล่น..
และชอบดูหนังโป๊เท่านั้น…

ปลายหน้าฝน ปี 2545 เบนกลับบ้าน และสิ่งไม่มีชีวิตที่เรียกว่าเวลา ก็ได้ทำหน้าที่ของมัน—หมุนเวียนเปลี่ยนผันฤดูกาล—จนผ่านมา 3 ปี
เป็นปี 2548

ฉันไม่ได้ติดต่อกับเบนอีก สิ่งที่รู้คร่าวๆ หลังการบินกลับอเมริกาของเขาคือ เบนได้ทุนปริญญาโทจาก UCLA และศึกษาต่อในสายเคมีเช่นเดิม

เป็นความจริงที่ว่า เมื่อเราไม่ได้ติดต่อกับใครนานๆ และเมื่อชีวิตเปลี่ยนจากสภาพนิสิต/นักศึกษามาเป็นคนทำงาน ที่ต้องมีเรื่องรับผิดชอบมากมาย มีบิลค่าไฟ ค่าน้ำ ให้จ่ายทุกเดือน เราก็พาลจะหลงลืมใครในชีวิตไปได้ง่ายๆ เสียอย่างนั้น

เช่นกัน ฉันลืมเพื่อนชื่อเบนไปแล้ว

จนวันนึง เพื่อนสาวคนนึงได้ส่งฟอเวิร์ดเมล์เกี่ยวกับการเดินทางของใครคนหนึ่งมาให้
มันเป็นการเดินทางของผู้ชายชื่อเบน

2.

เมื่อ 13 ธันวาคม 2547 ผู้ชายชื่อเบนได้ตัดสินใจปั่นจักรยาน ณ ดินแดนอเมริกาใต้ลำพังคนเดียว เพื่อรวบรวมเงินบริจาคมอบแด่ The Los Angeles Free Clinic คลินิคที่ทำงานด้านโรคเอดส์ เบนเรียกการเดินทางครั้งนี้ว่า Bike For HIV

2,500 $ คือเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ 1,500 $ คือที่เบนทำได้ภายในระยะเวลา 2 เดือนในการปั่น

เบนจำเป็นต้องยุติการเดินทางไว้แค่จาก ซานติโก-ชิลี ถึง ควิโต-เอกวาดอร์ เท่านั้น ไม่ใช่เพราะกำลังใจทดท้อ หรือทนความยากลำบากในประเทศโลกกำลังพัฒนาไม่ไหว

แต่เพราะเขาต้องกลับไปสัมภาษณ์เพื่อเข้าศึกษาต่อยัง Medical School

ใช่แล้ว ผู้ชายคนหนึ่งที่เคยแสดงออกให้ใครต่อใครรับรู้ว่า เป็นตาเบนหัวงู และชอบดูหนังโป๊ กำลังตัดสินใจพาตัวเองเข้าสู่อาชีพที่นับได้ว่าเสียสละมากอาชีพหนึ่ง…

ในเว็บไซต์ที่เบนทำขึ้นระหว่างการเดินทางของเขา บอกให้เรารับรู้ว่า แรงบันดาลใจสำคัญส่วนหนึ่งของเบนมาจาก ภาพยนตร์เรื่อง Motorcycle Diaries ที่ว่าด้วยการเดินทางของ เออร์เนสโต ฟูเซอร์ เกเวรา ในวัย 23 ปี ที่ตัดสินใจบิดมอเตอร์ไซค์ออกไปเพื่อให้ได้ “เห็น” และ “รู้จัก” ทวีปถิ่นเกิดด้วยตาของตัวเอง ก่อนที่การเดินทางครั้งนั้นจะได้เปลี่ยนให้เขากลายเป็น เช เกเวรา นักปฏิวัติคนสำคัญของโลก

ก่อนหน้าที่จะได้ดู Motorcycle Diaries ฉันเคยได้ยินและผ่านตาชื่อของผู้ชายคนนี้มาบ้าง รู้ว่าเช เป็นนักปฏิวัติ
แต่ไม่เคยรู้ว่าเขาเป็นคนชาติไหน,
เพราะอะไรถึงหันมาปฏิวัติแบบกองโจร,
และไม่เคยรู้ว่า วันที่เช จากโลกไป มีใครเสียใจบ้าง

และแม้กระทั่งเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ ฉันก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าเช เกเวรา เป็นฮีโร่

ภาพยนตร์เรื่องที่ดู ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอย่างนั้น
แต่มันทำให้เราอยากใช้ชีวิตส่วนหนึ่งออกเดินทาง ..และถ้ามีเวลา ก็อยากทำอะไรบางอย่างบ้าง..เพื่อโลก

แต่การที่จะปลดเปลื้องพันธนาการของคนทุกข์ยากที่มีมากกว่า 80% ของประชากรหกพันล้านบนโลกมันไม่ใช่เรื่องง่าย

เรื่องบางอย่างมันคงเป็นได้แค่ความฝัน
และฝันบางฝันดำรงชีพได้แค่ในโรงหนัง
เช เกเวราตายแล้ว…
คนในโลกทุนนิยมอย่างเราคงไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้
จนกระทั่งฉันพบภาพระหว่างการเดินทางของเบน

3.

ว่ากันตามตรงการเดินทางกว่า 3 พันไมล์ของเบนไม่ใช่การเดินทางโดยมีจุดประสงค์เพื่อแบ่งเบาความทุกข์ยากของคนในละตินอเมริกาแม้แต่น้อย

เบนคือนักศึกษาปริญญาโทวิชาเคมี ไม่ใช่มิชชันนารี!
แต่เบนตัดสินใจออกเดินทางปั่นจักรยานไปอเมริกาใต้ด้วยเหตุผลที่ไม่ต่างกับเออร์เนสโต เกเวรา

ออกเดินทางเพื่อจะได้เห็นโลก…
เพื่อที่จะได้ค้นพบว่า ตัวเองสามารถทำอะไรแก่โลกและผู้คนได้บ้าง

และถึงวันนี้ เส้นทางที่เบนเลือกเดิน ก็ทำให้เราได้รู้แล้วว่า เบนเลือกที่จะทำอะไรแก่โลกด้วยวิธีไหน
เลือกอาชีพอะไรในการช่วยผู้คน
อาจแตกต่างกับวิธีที่เช เลือกใช้
แต่ในจุดหมายมันคือสิ่งเดียวกัน

ภาพของเบนในเว็บไซต์ที่ปรากฏ แสดงให้เห็นว่า เวลา 3 ปี ได้เพิ่มริ้วรอยให้แก่ชีวิตคนแค่ไหน
แน่หละ เมื่อเวลาเปลี่ยนไปเราก็จะโตขึ้น
เบนเติบโตขึ้น..ไม่ใช่เพราะว่าหน้าตาที่มีริ้วรอยปรากฏ
แต่เป็นการเติบโตที่เกิดขึ้นภายในต่างหาก…

ครั้งนึงในปี 1952 เออร์เนสโต เกเวราได้เติบโต

เบน บีเยอร์ก โครลล์ กำลังเติบโตและคิดทำอะไรเพื่อโลกบ้าง

สำหรับฉันรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นเมื่อได้อ่านการเดินทางของเบน

…เพราะได้รู้แล้วว่า เรายังมีคุณค่า และสามารถทำอะไรให้แก่โลกได้เสมอ
ทุกวินาที..

ถ้าแค่เราจะอยากทำ…

[writing] Haruki Murakami ฉันหมั่นไส้เขา แต่ฉันก็รักเขาด้วย!

รูปภาพ

หมายเหตุ : บทความในคอลัมน์​Buzz นิตยสาร GM ฉบับกรกฎาคม 2556

คำสารภาพของหญิงสาวผู้เคยหมั่นไส้มูราคามิ

เรื่องของฉันกับมูราคามิ มันก็ตั้งต้นเหมือนพล็อตเทพนิยายดาดดื่นที่เขาไม่เคยหยิบฉวยมาใช้เลยนั่นแหละ … มันเริ่มที่การไม่ชอบขี้หน้าและความหมั่นไส้

ฉันไม่ใช่นักอ่าน แต่อยู่ๆ หลังเรียนจบรับวุฒิปริญญาตรี ชื่อของฮารูกิ มูราคามิ ก็พัดเข้าใบหู ปีนั้นคือ พ.ศ.2546 ฉันอายุ 22 เป็นอายุอานามที่มากกว่าตัวละคร “ผม” ในนิยาย สดับลมขับขาน อันเป็นผลงานประพันธ์ชิ้นแรกของเขาอยู่ 1 ปี ฉันไม่ได้เรียนชีววิทยาและรักสัตว์แบบ “ผม” ฉันไม่ใช่คนช่างเหงา แถมยังห่างไกลจากภาวะเสพเศร้า พูดให้ตรงประเด็น ฉันไม่มีอะไรละม้ายคล้ายตัวละครที่มูราคามิสร้างสรรค์ขึ้นแม้เพียงนิด ฉันแตกต่าง และฉันควรอยู่ห่างๆ (งาน) เขาไว้ แต่ทำไมใครต่อใครถึงได้ชอบพูดถึงเขาจังนะ สารภาพว่านั่นทำให้ฉันรู้สึกหมั่นไส้เขาชะมัดยาดเลยล่ะ

แต่เราไม่ควรชิงเอ่ยปากหมั่นไส้ใครโดยที่เรายังไม่เคยเสพงานเขา ในการศึกษาสายสังคมศาสตร์ที่ฉันจบมา คำว่า “วิจัย” ถือเป็นหัวใจหลักก่อนที่เราจะเอ่ยปากตัดสินอะไรสักชิ้น ฉันคิดว่าฉันควรลอง “วิจัย” มูราคามิ ดูเสียหน่อย ฉันแหย่เท้าพาตัวเองเข้าร้านหนังสือ ฉันหยิบ สดับลมขับขาน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 มาจากชั้นวาง ฉันเดินไปชำระเงินเต็มจำนวน 120 บาท จากนั้นฉันก็หาที่นั่งอ่าน โดยฉันคาดหวังว่า เมื่อฉันอ่านจบแล้วฉันคงมีสิทธิ์วิจารณ์งานชิ้นนี้ได้อย่างเต็มปาก … วิจารณ์ในแนวทางที่เรียกได้ว่า “ด่าแหลก”

แต่แล้วก็เหมือนพล็อตดาษดื่นสามัญที่อยู่คู่มนุษยชาติมาทุกยุคทุกสมัย ฉันตกหลุมรักอย่างจังไม่ต่างจากที่ทศกัณฑ์รู้สึกแรกพบกับนางสีดา ฉันไม่แน่ใจนักว่าเรื่องที่ฉันเพิ่งอ่านจบเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร รู้แต่ว่าความเปราะบางบางเบาในหนังสือทำปฏิกิริยากับฉันได้อย่างอยู่หมัด นี่คือหนังสือที่สื่อสารกับเสียงภายในของฉันได้อย่างน่าทึ่ง จากเล่มแรก ฉันเริ่มตะลุยอ่านเล่มที่สอง สาม สี่ และตามหาเท่าที่มีในท้องตลาด (และห้องสมุด) มาอ่าน ทุกครั้งที่ไปร้านหนังสือหรือห้องสมุด สายตาของฉันจะมองหาหนังสือของมูราคามิ นี่ฉันตกหลุมรักอย่างจริงจังสินะเนี่ย

ฮารูกิ มูราคามิ เป็นใครน่ะเหรอ? เขาคือชาวญี่ปุ่นที่เกิดในปี ค.ศ.1949 อันเป็นช่วงหลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง ช่วงวัยที่มูราคามิอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายสับสนของยุค 70s เป็นยุคสมัยที่เราจะได้เห็นขบวนการนิสิตนักศึกษาออกมาต่อต้านสงครามเวียดนาม พอๆ กับเป็นยุคที่วัฒนธรรมอเมริกันเริ่มบุกโจมตีโลก มูราคามิใช้ชีวิตวัยหนุ่มผ่านสิ่งเหล่านี้ ก่อนจะแต่งงานในวัย 22 ปีกับภรรยาที่เจอกันในมหาวิทยาลัยวาเซดะ เรียน แม้จะศึกษาด้านการละคร ภาควิชาวรรณคดี แต่มูราคามิกลับเลือกเปิดบาร์แจ๊ซที่โตเกียวก่อนเรียนจบได้ไม่นาน บาร์แจ๊ซชื่อ ปีเตอร์ แคท ของเขาเปิดทำการระหว่างปี ค.ศ.1974-1981 ก่อนที่มูราคามิจะตัดสินใจเลือกเป็นนักเขียนอาชีพเต็มตัวแม้จะไม่เคยทะเยอทะยานอยากเป็นนักเขียนมาก่อนก็ตาม ว่ากันว่าในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ.1978 เขาเกิดความรู้สึกอยากเขียนนิยายด่วนกะทันหันขณะดูการแข่งขันเบสบอลระหว่างยาคูลต์ สวอลโลว์ กับฮิโรชิมา คาร์ป ในสนามจิงงุ เขาจึงเดินทางไปยังร้านหนังสือคิโนะคุนิยะในชิจูกุ ซื้อกระดาษต้นฉบับมาปึกหนึ่งกับปากกาหมึกซึมเซลเลอร์ ราคาประมาณพันเยน จากนั้นก็เริ่มเขียนด้วยลายมือ หน้าละสี่ร้อยอักษร สองร้อยหน้า ออกมาเป็นนิยายชื่อ สดับลมขับขาน ในที่สุด

หลายคนที่ไม่เคยรู้จักนักเขียนมือทองคนนี้ มักมีจินตนาการเกี่ยวกับหนังสือของเขาแตกต่างกันไป แต่โดยรวมแล้วมักคิดว่าหนังสือของมูราคามิน่าจะอ่านเข้าใจยาก แถมคงมีอะไรประหลาดๆ เต็มไปหมด ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว ตัวละครของมูราคามินั้นบางครั้งก็มีพฤติกรรมแสนพิลึก มีตั้งแต่คอยนับจำนวนผู้โดยสารบนรถไฟใต้ดิน นับจำนวนชีพจรเต้นตุบตับบนข้อมือ นับจำนวนเซ็กซ์ที่มีในรอบปี หรือแม้กระทั่งถูกเร้าความต้องการได้ด้วยใบหู เป็นต้น แต่เสน่ห์ของงานมูราคามิที่ทำเอาหลายคนยอมยกให้เขาเป็นศาสดาก็คือ งานของเขามักจะเปิดเผยความรวดร้าวเล็กๆ ในชีวิตสามัญของพวกเราทุกคน … ร่องรอยเจ็บปวดอันเบาบางที่เราล้วนครอบครองอยู่ รอแค่หนังสือบางเล่มมาสะกิดให้รับรู้ และหนังสือของมูราคามิคือหนึ่งในเล่มที่คอยสะกิดเกาบาดแผลเหล่านั้น

ถ้านับกันเฉพาะนิยาย นับแต่ปี ค.ศ.1979 ที่ สดับลมขับขาน ออกวางจำหน่ายในญี่ปุ่น ถึงตอนนี้มูราคามิมีผลงานทั้งหมด 13 เล่ม โดยเล่มล่าสุดเพิ่งออกวางจำหน่ายในญี่ปุ่นเมื่อ 12 เมษายน ค.ศ.2013 ในชื่อว่า Colorless Tsukuru Tazaki and His Years of Pilgrimage ซึ่งเป็นเรื่องของชายอายุ 36 ปีที่กำลังมีปัญหากับคนรัก คนรักของเขาเชื่อว่าความไม่ลงรอยที่เกิดนั้นมาจากความเจ็บปวดในหัวใจที่ชายหนุ่มแบกไว้เมื่อครั้งที่เพื่อนสนิทเลิกคบหา เธอแนะนำให้เขาออกเดินทางค้นหาสาเหตุที่เพื่อนเลิกคบ เขาจึงเดินทางไปเผชิญหน้ากับผู้คนในอดีต 5 คนสำคัญ ฟังดูแล้วช่างเป็นพล็อตเจ็บปวดอันแสนสามัญใช่ไหม? แต่นี่แหละเสน่ห์ของงานมูราคามิ เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ภายใน 7 วันแรกของการวางจำหน่าย หนังสือขายได้เกินกว่าหนึ่งล้านเล่ม และถูกพิมพ์ซ้ำ 8 ครั้ง

นอกจากเป็นนักเขียนแล้ว มูราคามิยังเป็นนักวิ่งมาราธอนและนักไตรกีฬาด้วย เขาเริ่มต้นวิ่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ.1982 ตอนอายุ 33 ปี อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาตัดสินใจเป็นนักเขียนอาชีพนั่นเอง เพราะหลังจากปิดบาร์แจ๊ซเพื่อมาเขียนหนังสือ เขาเจอโจทย์ให้ต้องรักษาสุขภาพ มูราคามิจึงเริ่มมองหาวิธีเสริมความแกร่งและคุมน้ำหนักตัวให้พอเหมาะ และการวิ่งนี่แหละที่สอดคล้องกับเขาที่สุด

ทุกวันนี้มูราคามิอายุ 64 ปี ยังคงทำงานเขียนไปพร้อมๆ กับออกวิ่งทุกวันอย่างเอาจริงเอาจัง เขาถือเป็นนักเขียนที่มีวินัยสูงส่งจนน่ายกย่องคนหนึ่ง และแม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แต่เขากลับไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณะนัก เมื่อ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มูราคามิปรากฏตัวในมหาวิทยาลัยเกียวโต เพื่อโปรโมตหนังสือเล่มใหม่ ถือเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณชนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในรอบ 18 ปีเลยทีเดียว เขากล่าวติดตลกว่า ไม่ใช่เพราะเขาป่วยทางจิตหรือมีจ้ำช้ำเต็มตัวหรอก แต่เขาคิดว่างานอันแท้จริงของนักเขียนก็คือเขียน และเขาอยากมุ่งมั่นกับงานอันแท้จริงก็เท่านั้น

อ่านมาถึงบรรทัดนี้ คุณพอจะเข้าใจเหตุผลที่ทำให้ฉันเลิกหมั่นไส้ แล้วหันมาตกหลุมรักเขาอย่างหัวปักหัวปำหรือยังล่ะคะ?

 

 

 

 

หมายเหตุ ​: บทความตามภาพแนบด้านล่างนี้ เขียนโดย มนตรี บุญสัตย์

 

Screen Shot 2013-08-23 at 11.38.46 PM

 

Screen Shot 2013-08-23 at 11.39.05 PM