[status] 2014.03.31 สุสานหน้าบ้าน

since 2014.03.31

at Yanaka

ตรงข้ามบ้านเป็นสิ่งที่มีลักษณะคล้ายสุสาน ที่นี่สุสานคือส่วนหนึ่งของชุมชน ตอนเช้าที่แดดดีๆ และไม่มีเรียน ชั้นค้นพบวิถีชีวิตที่เหมาะกับจังหวะของฤดูใบไม้ผลิ ชั้นจะเติมน้ำใส่แก้ว อุ่นในไมโครเวฟ เติมน้ำตาลและผงกาแฟสำเร็จรูปลงไป จากนั้นชั้นก็ย้ายตัวเองจากชั้นสองของบ้าน ไปนั่งปักหลักตรงขั้นบันไดทางเข้าสุสาน มองคนเดินผ่านไปผ่านมาในช่วงเช้า

ถ้าเป็นวันธรรมดา เราจะพบเจอได้ตั้งแต่คุณแม่ยังสาวที่เดินมาส่งลูกที่โรงเรียนประถมใกล้ๆ สุสาน คุณซาลารีแมนในชุดสูท เด็กหนุ่มเด็กสาววัยมัธยม ที่ดูมีความสุขกับโลกใบนี้เสียเหลือเกิน (ชิ) ไปจนถึงพวกชายหนุ่มใส่เสื้อคลุมมีฮู้ดที่กำลังเดินอย่างรีบเร่ง เหล่านักวิ่งแห่งเมืองโตเกียวที่ออกวิ่งกันได้ทุกเวลา เหล่าคุณปู่คุณย่าที่เดินมาคนเดียวบ้าง เดินมาด้วยกันบ้าง รวมถึงเหล่านักท่องเที่ยวหลากสัญชาติที่เริ่มต้นวันด้วยการตื่นเช้าเพื่อใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด

ชั้นมักจะพกหนังสือไปพลิกอ่าน พลางจิบกาแฟ พลางมองคนไปมา ระยะเวลาที่ปล่อยตามใจตัวเองนั้นคือชั่วระยะของบทหนึ่งในหนังสือ แน่นอนว่า มันเป็นหนังสือเล่มบาง อ่านง่าย ไม่ใช่หนังสือวิชาการแต่อย่างใด

พฤติกรรมนั่งถือแก้วกาแฟ ปักหลักอ่านหนังสือหน้าสุสานที่อยู่ตรงข้ามบ้าน ชั้นไม่รู้ว่ามันถือเป็นพฤติกรรมผิดกฎชุมชนไหม หวังว่าจะดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นตลอดฤดูใบไม้ผลิ หวังว่าอย่าเพิ่งมีใครเดินมาไล่แล้วกันนะ

Advertisements

Bitter Sweet Tokyo

First posted this on 29.03.2014

มันมหัศจรรย์อยู่นะ ตอนจากโตเกียวหนก่อน ผู้คนยังห่อคลุมกาย ความหนาวเย็นยังโหดร้าย เราต้องปิดบานหน้าต่างทุกบาน เหมือนทุกคนตัดขาดจากโลก อยู่ตัวคนเดียว
แค่เดือนครึ่ง เมื่อใบไม้ผลิมาเยือน ผู้คนเปิดบ้าน เปลือยเนื้อตัว (ห๊ะ) สวมเสื้อคลุมตัวที่บางขึ้น ดูเปิดเผยและเปิดใจมากขึ้น
เสียงหัวเราะตามฟุตบาทของคนที่เดินไปมา แสงแดดของฤดูที่มีคนเคยบอกว่า เป็นฤดูกาลของการก่อกำเนิด
โตเกียววันนี้ดูขมน้อยลง แม้แต่อเมริกาโน่ใส่นมแก้วตรงหน้า ก็ดูหวานกว่าเดิม

Khan Academy

รู้จัก Khan Academy ครั้งแรกตอนไปเรียนที่ Todai ปี 2013 ซึ่งถือว่าเชยมาก เพราะเขาทำคลิปติวในยูทูปมาได้หลายปีแล้ว

ตอนนั้นมีปัญหากับวิชาเศรษฐศาสตร์ แถมยังฟังเซนเซพูดไม่ค่อยเข้าใจ (โง่เองแหละ) หันไปจะถามคลาสเมท ก็ไม่รู้จะถามเขาว่ายังไง (ภาษาอังกฤษโง่ได้ขนาดนั้น) ตอนนั้นการสื่อสารล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงอ่ะ ทำไงดีล่ะ การบ้านก็ต้องส่ง แต่ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง สื่อสารก็ไม่ได้ ทางเดียวที่ทำได้คือเสิร์ชในยูทูปดู แล้วพบคลิปของ Khan Academy ก็เลยนั่งไล่ดู คือฟังไม่ได้รู้เรื่องหรอกนะ แต่พอมันเป็นคลิปในยูทูป อย่างน้อยมันก็รีรันดูได้ไง ตรงไหนฟังไม่ออก ไม่เข้าใจ ก็กดหยุด ลองเดาดู บลาๆ ๆ ก็หาทางเอาตัวรอดไป และในตอนนั้นเองก็ได้ยินเพื่อนอเมริกันมันพูดถึง Khan Academy ว่าช่วยให้มันเข้าใจวิชาเกี่ยวกับเลขกับอะไรพวกนี้มากขึ้น ก็เลยมาถึงบางอ้อว่า …อ้อ Salman Khan นี่ มันไม่ได้ช่วยแค่คนต่างด้าวอย่างชั้นสินะ ขนาดพวกพูดอังกฤษเป็นเนทีฟก็ยังต้องพึ่ง Khan, Bravo! ชั้นก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้นสินะ

เป็นตอนนั้นเองที่เริ่มเข้าใจการเรียนรู้ผ่านออนไลน์ อยากรู้อะไรลอง google หาสิ (ซึ่งมันก็ไม่ได้มีทุกอย่างหรอกนะ) แต่สิ่งที่ชอบที่สุดในคลิปติวหรือสอนต่างๆ ในยูทูป คือมันทำให้เราได้เรียนรู้ ในเวลาที่เรา “เปิด” ต่อการเรียนรู้ (หรือหลังชนกำแพงแล้ว ยังไงกรูต้องรอด) ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ Khan ก็เจอตอนที่เขาเริ่มอัพคลิปลงยูทูปเช่นกัน

คือ Khan นี่ จบ MIT ใช่ป่ะ แล้วทำงานในเฮดจ์ฟันด์ คือฉลาดมากอ่ะนะ ตอนนั้นมีลูกพี่ลูกน้องที่มีปัญหาเรื่องเลข แต่เขารู้สึกว่าลูกพี่ลูกน้องเขาอ่ะ ฉลาดแล้วนะ ไม่ได้มีปัญหาหรอก เพียงแต่ยังต้องการคำแนะนำบางอย่าง เขาเลยอาสาติวให้ แต่พบว่า เจอปัญหาเยอะมาก คือเวลาเราจะติวให้คนในครอบครัวอ่ะ บางทีคนติวพร้อม แต่คนเรียนไม่พร้อมไง (แบบ…วันนี้ทะเลาะกับเพื่อนมา เหนื่อยแล้วนะ) มันก็เลยเป็นปัญหา เขาเลยแก้ปัญหาด้วยการทำซอฟท์แวร์ขึ้นมา เพื่อให้ลูกพี่ลูกน้องได้เรียนนี่แหละ ซึ่งมันก็เวิร์กนะ แต่มันสอนได้แบบครั้งละคนอ่ะ แล้วบางทีลูกพี่ลูกน้องก็มีปัญหาอยู่ แต่อธิบายกันไม่ได้ ว่าปัญหามันควรแก้ยังไง ทีนี้เขาไปงานปาร์ตี้ เลยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็บอกว่า ทำไมเขาไม่ทำคลิปติวอัพลงยูทูปล่ะ จะได้ฟีดแบ๊กจากคนอื่นด้วย (ว่าสิ่งที่เขาติวมันโอเคไหม) ตอนแรก Khan ก็แบบ จะดีเหรอ ยูทูปมันมีไว้อัพคลิปแมวเล่นเปียโนไม่ใช่เหรอ (กวนตรีนนนนนนน) แต่เขาก็อัพลงล่ะนะ ซึ่งคลิปนี่ Khan ใช้คำว่า “ดิบมาก” คือ primitive สุดๆ ไม่ได้มีอะไรเลย แต่วิธีที่เขาอธิบายมันก็ดีมากน่ะนะ

ทีนี้ลูกพี่ลูกน้องเขาชอบมาก บอกว่า ชอบเขาในยูทูปมากกว่าตัวจริงอีก ตึ้งงงงงงงงง

สิ่งหนึ่งที่อธิบายได้ว่า ทำไมลูกพี่ลูกน้องเขาถึงชอบการติวในยูทูปมากกว่า เพราะมันเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้ในเวลาที่พวกเขาพร้อม และถ้าพวกเขาลืมทำโจทย์ที่ Khan แนะให้ทำ อย่างน้อย พวกเขาก็ไม่ต้องรู้สึกอายที่ลืมทำ รวมทั้งไม่รู้สึกว่า พวกเขาทำให้ Khan เสียเวลา คืออย่างน้อยมันสบายใจกว่า เพราะบางครั้ง คนเรียนพร้อมเรียน แต่ Khan เหนื่อยจากงาน พลังงานในการสอนไม่เหลือแล้ว การสอนก็เป็นไปได้ไม่ดี การเรียนรู้ก็ทำได้ไม่ดี ซึ่งนี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ตอบโจทย์ว่า ทำไมคลิปติวของ Khan ในยูทูปถึงช่วยในการเรียนรู้ได้

Khan ชอบการสอนมาก จนลาออกจากงานเฮดจ์ฟันด์ ซึ่งตอนนั้นเขาไม่ได้มีโมเดลในการทำเงินเลย แต่คิดว่ามีเงินเก็บพออยู่ได้แล้ว ปรึกษากับเมีย เมียก็ไม่ว่าไรไง เลยออกมาทำคลิปอัพลงยูทูป ทีนี้สิ่งที่ Khan ทำ มันไปช่วยคนได้เยอะ เลยมีคนเสนอเงินให้ (เหมือนสนับสนุนอ่ะ) จากนั้นก็มีการติดต่อมาจากบิล เกตส์ ว่าอยากเจอ เพราะว่าคลิปติวของ Khan ทำให้ผลการเรียนของลูกเกตส์ดีขึ้นมาก เกตส์สนใจ และส่งเช็คให้หนึ่งหมื่นเหรียญดอลล่าร์ ตอนที่เลขาเกตส์โทรหา Khan นั้นตลกดี เพราะเลขาถามว่า Khan พอจะมีเวลาไปเจอเกตส์ไหม Khan มองไปที่ปฏิทินแล้วพบว่ามันว่างยาว (คือไม่มีนัดใดๆ ทั้งนั้น) แต่ก็ทำทีพูดไปว่า อืม สักวันพุธช่วงบ่ายก็ไ้ด้นะครับ กวนตรีนนนนนนน 5555

ทุกวันนี้เราเรียนจบจาก Todai และรอดมาได้แล้ว แต่เรายังชอบเข้าไปดู Khan Academy เรื่อยๆ บางครั้งก็สนุกดีที่ได้เรียนรู้โจทย์คำนวณ ที่เราก็ลืมไปแล้วเพราะเรียนตั้งแต่มัธยม

มีคนเคยบอกว่า ยูทูปไม่ใช่เทรนด์แล้ว ซึ่งเราว่าใช่ (เพราะ Live กำลังมา) แต่ยูทูปมันก็เป็นคลังความรู้ชนิดหนึ่ง เวลาอยากรู้อะไร ก็ลองเสิร์ชเข้าไปดู อย่างน้อยมันก็ช่วยได้บ้างแหละน่า

หมายเหตุ: Khan Academy มีเว็บและมีโปรแกรมสอนมากขึ้นกว่าในยูทูปแล้ว ตอนนี้มันเติบโตมาก และ Khan พยายามที่จะให้เด็กหรือผู้คนเรียนรู้ได้อย่างดีที่สุด

Salman Khan, ขอบคุณมากที่ทำให้ชั้นเรียนจบโทมาได้ … งิ้ง

Idea for connectivity: Grabสามล้อกันดีไหม

ปัญหาของการเดินทางในต่างจังหวัดของไทยคือ การเคลื่อนย้ายไปไหน มักจะรอนาน หรือไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องจ้างรถรับจ้างเดี่ยวๆ ซึ่งราคาก็มักจะสูง เพราะรถรับจ้างมักจะไม่คิดแค่ระยะทางแค่ที่ไปส่ง แต่จะคิดระยะทางไป-กลับบวกไปในค่าโดยสารเลย บางครั้งในระยะทางไม่ไกลมาก เช่น 7 กม. เราอาจต้องจ่ายค่าโดยสารสามล้อเป็นจำนวน 120 บาทเลยทีเดียว

วันก่อนนู้น ความที่ต้องเดินทางไปสนามบินอุดรธานี ก่อนหน้านั้นก็แวะหาเพื่อนแถวใกล้ๆ จวนผู้ว่าจังหวัดอุดรธานี จึงหอบกระเป๋าและไปเริ่มต้นโบกรถสามล้อแถวนั้น เมื่อเจรจาต่อรองแล้วก็พบว่า ราคาที่เสนอคือ 100 บาท ส่วนราคาที่สามล้อยื่นมาคือ 120 บาท และพวกเราต่อรองกันได้ที่จุดกึ่งกลาง 110 บาท (ก็ยังดีวะ)

พอไปถึงสนามบิน เลยคุยกับคุณลุงคนขับว่า คุณลุงคนขับได้ใช้สมาร์ทโฟนบ้างไหม ลุงบอกว่า ใช้แค่มือถือปุ่มกดธรรมดา เลยถามต่อว่า ถ้ามีบริษัทเอาสมาร์ทโฟนมาให้ใช้ เพื่อให้ใช้แอพที่หาลูกค้าได้ง่ายขึ้น ลุงจะใช้ไหม ลุงตอบว่า ลุงใช้ไม่เป็นอ่ะ คงไม่ใช้หรอก ทุกวันนี้มือถือปุ่มกดยังใช้ไม่เป็นเลย

จริงๆ ตอนแรก อยากพัฒนาแอพพลิเคชั่น ที่เชื่อมต่อกับรถสามล้อ หรือรถ car pool (แนวคล้ายๆ Uber แต่เน้นการเดินทางแบบเยอะคน) คือจริงๆ แล้วชีวิตในต่างจังหวัดนี่ไม่ได้รีบกันมากหรอก บางทีรอรถ 20 นาทีก็รอกันได้ (1  ชม. ก็รอได้ค่ะ ถ้ารู้ว่าจะมีรถมาจริงๆ) ซึ่งบางครั้ง เวลาเราลงรถโดยสารที่ บขส. แล้วเราอยากต่อไปยังอีกจุดหนึ่ง (เช่น อบต. ที่อยู่ห่างไปอีก 15 กม.) แต่เราไม่อยากจ่ายค่าสามล้อแพงขนาดนั้น ขณะเดียวกัน เราก็ไม่อยากกดราคาคุณลุงคนขับด้วยไง ซึ่งทางแก้คือ อาจหาคนมาหารค่าโดยสาร โดยหากมีแอพพลิเคชั่นเชื่อมต่อ หรือให้คนเช็คกันได้ว่า ตอนนี้ เวลาประมาณนี้ มีคนจากจุดนี้ อยากเดินทางไปยังจุดนี้ หากในเวลาใกล้เคียงกัน มีคนอยากเดินทางจากจุดเดียวกัน ไปยังบริเวณเดียวกัน (เช่น ตำบลเดียวกัน) ก็ทำให้สามารถรอกันได้ เพื่อที่ว่าจะได้ขึ้นรถสามล้อไปด้วยกัน และช่วยกันหารค่าเดินทาง โดยที่คุณลุงคนขับสามล้อก็ไม่ต้องถูกต่อราคาลงแบบมหาโหดจนแกไม่ได้ค่าน้ำมันรถเลยด้วยซ้ำ

เคยคุยกับน้องวิศวกรคอมพิวเตอร์คนหนึ่ง เขาก็บอกว่า แนวทางนี้คงไม่ได้เป็นแนวธุรกิจ (คือแอพอาจจะไม่ได้เงินอะไรมากมาย) แต่เป็นแนวเพื่อสังคมใช่ไหมครับพี่ ก็เลยตอบไปว่า ใช่ (แม้ใจจริงจะอยากทำแบบธุรกิจที่ได้กำไรก็ตาม งิ้งงงง) คิดว่า แนวคิดนี้ทำได้ แม้จะไม่ง่ายเลย แต่ตอนนี้ด้วยศักยภาพตัวเอง ที่ยังเขียนแอพไม่เก่งเลย อาจยังเริ่มต้นได้แค่งูๆ ปลาๆ

ใจจริงอยากให้คนที่ต่อยอดได้เก่งๆ ลองหันมาทำโปรเจ็กต์นี้ดู หรืออาจจะเป็นหน่วยงานของรัฐ ในจุดหนึ่ง คิดว่ามันเป็นการเชื่อมโยงชนบทให้เดินทางได้ง่ายขึ้น ในราคาที่เบาลง

แต่โจทย์ใหญ่ตอนนี้คือ ทำอย่างไร คุณลุงสามล้อถึงจะยอมใช้สมาร์ทโฟน ><

 

 

 

 

 

อ่าน I Am Malala มาถึงบทที่ 16

wrote since 2016.01.30

อ่าน I Am Malala มาถึงบทที่ 16
รู้สึกทึ่งกับสิ่งที่เธอเล่ามาก แน่นอนว่างานเขียนชิ้นนี้ บรรณาธิการน่าจะมีบทบาทในการเคี่ยวกรำไม่น้อย แต่วัตถุดิบที่มาลาลาใส่เข้าไปในชิ้นงานดีมาก ไม่ได้หมายถึงเรื่องที่เธอโดนกลุ่มตาลีบันยิงศีรษะแล้วรอดฟื้นมาได้ แต่วิธีที่เธอเล่าถึง Swat Valley หุบเขาที่เธอเกิดและเติบโตมา คือวัตถุดิบชั้นเยี่ยมจริงๆ

การเล่าถึงบ้านเกิดของมาลาลา ทำให้เราหวนคิดถึงบ้านเกิดของตัวเอง มาลาลาบอกว่า Swat Valley ก่อนตาลีบันจะบุกเข้ามาคือสวรรค์ เราไม่เคยมองว่าบ้านเกิดเราคือสวรรค์ แต่เราคิดว่ามันพิเศษ ไม่ต่างจากที่มาลาลามอง Swat

การศึกษาที่มาลาลาได้รับช่างน่าทึ่ง เธอเรียนโรงเรียนสองภาษา บ้านก็ไม่ได้ร่ำรวย เราคิดภาพบ้านที่เธอบรรยายออกด้วยซ้ำ ในดินแดนที่เต็มไปด้วยปัญหา เราทึ่งที่เด็กที่เข้าเรียนโรงเรียนสองภาษาแบบมาลาลา (ซึ่งไม่ได้เหมือนโรงเรียนอินเตอร์ใน กทม แน่ๆ) ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีอย่างน่าทึ่งตั้งแต่วัยสิบกว่าขวบ อันหมายถึงครูต้องมีบทบาทอย่างสูง เราย้อนกลับมามองเมืองไทย ภาษาอังกฤษไม่ใช่ทุกอย่าง แต่มีอะไรขัดขวางการพัฒนาทักษะของเด็กเราอยู่หนอ

โลกจะไม่รู้จักมาลาลามากขนาดนี้ ไม่ได้ฟังเรื่องเล่าจาก Swat Valley มากขนาดนี้ ถ้ามาลาลาสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ดีแบบนี้ ส่วนหนึ่งมันคือประตูที่เปิดเธอเข้าสู่โลกที่กว้างกว่าเดิม และเชื่อมให้เธอเล่าถึงสถานการณ์ Swat Valley ได้ดีขึ้น

หนังสือเล่มนี้ยังเปิดโลกอีกหลายอย่าง เรื่องที่ชาว Pashtun แห่ง Swat ไม่ถือตนเป็นปากีสถานหรืออัฟกานิสถาน ทำให้เราเรียนรู้การขีดเส้นพรมแดนของยุคสมัยใหม่ ว่ามีผลต่อชีวิตของผู้คน ชาว Swat ต้องกลายเป็นชาวปากีสถาน แม้พวกเขาจะรู้สึกว่าไม่ใช่ และอันที่จริงรัฐบาลปากีสถานก็ไม่ได้ปกป้องพวกเขาจากตาลีบันเลย

หนังสือที่ควรถูกบรรจุในชั้นเรียนไทย เพื่อให้เราได้เรียนรู้ถึงความหลากหลายบนโลก

2017 Challenge #1: Tiktok & “Koi” Dance Cover

พี่เต้นคัฟเวอร์เพลงประกอบซีรีส์ญี่ปุ่นนะ 😀 #ความอายไม่มี #เต้นไม่ดีก็ช่างมัน

 

 

 

Okay, new year has already passed, but some fun is still here. Yes, I challenge myself to cover this catchy song “Koi” from Japanese series; “We Married As A Job”.

Do you still remember the clip that US Embassy staffs in Japan danced for Xmas on last December? 
https://youtu.be/7xuXlpvWw1I )
It is the same song, but they danced way better than me though 🙂

35 things I learnt at 35

Ten years ago, I wrote “25 things I learnt when I was 25“.
This year, I turns 35, and want to review my value in life; what I think, feel, and also believe. Here are some random thoughts from 35 TT.

 

35 things I learnt at 35

1)flowers are beautiful, also family.

2)someone will come and broke your heart, let them do. learn. and love again.

3) giving is not equally to taking. if you want to give something (a hand, a heart, a help, etc.) to someone, expect nothing in return.

4) everybody has its own war.

5) you can’t have it all. it is true. even you are Mark Zuckerberg or Kim Jung Il, it is still true. you can’t have it all dear.

6) money can buy happiness. seriously.

7) money matters for long distance.

8) best ice cream of all time is Ladurée’s Ispahan. 

9) Life is short. I know it is cliche. But dear, life is short. If you think it still sounds unconvincingly, ask Sheryl Sandberg here.

10) The wrong train may take you to the right station, but this is not the rule.

11) As growing, you can transform to be something or someone you once hated, or really hated. Be careful.

12) No matters what happen, be true to yourself.

13) Love and forgive. Be optimistic. My best friend, Mari, has taught me this.

14) The first lesson they will teach you at skiing is – How to fall. And if you fall good, they will say: “great fall”. This is kinda related to a life philosophy – it is good to know how to fall, greatly.

15) The second lesson in skiing is – “How to stop”.

16) If you know how to fall and how to stop then, there you go 😀

17) If you are 35, you don’t need a good reason to buy La Mer. You NEED to have La Mer. Period

18) Again. Money can buy happiness. La Mer case confirms that.

19) Money matters. Happiness also matters.

20) Hello Kitty is not a cat.

21) Doraemon is a cat.

22) Young generation is the real hope to this world. And I mean :Daehan, Minguk, Manse 😀

23) TVXQ!/ JYJ’s Kim Jaejoong is sexy.

24) Also EXO’s Oh Sehun.

25) “But what seems like a reasonable distance to one person might feel too far to somebody else.” – Haruki Murakami, After Dark.

26) “In every relationship, someone need to do the dishes”, Wutthichai_K.

27) “Pain is inevitable. Suffering is optional. Say you’re running and you think, ‘Man, this hurts, I can’t take it anymore. The ‘hurt’ part is an unavoidable reality, but whether or not you can stand anymore is up to the runner himself.” – Haruki Murakami, What I Talk About When I Talk About Running .

28) “Hurt people hurt people.” – from a film I forget the name.

29) “Sorry seems to be the hardest word.” True.

30) But I am sorry that I hurt you. Seriously.

31) Social media is not an evil. You just need to be wise to use it.

32) Democracy is not a demon, also. Even Trump wins and Brexit triumphs. Mass democracy has its flaw, but we should not deny ‘democracy’.

33) Bridget Jones is funny, although she is forty-something. Or fifty?

34) Umeshu (plum wine) is the king of all liquor. Period.

35) skateboarding is fun!

 

3408

 

 

 

 

 

 

 

 

25 things I learnt when I was 25

When I was 25, I wrote this. Just want to keep it here.

 

 

///

25 Things I learnt when I was 25

ก่อนที่ฉันจะอายุเลยวัยเบญจเพสในวันพรุ่งนี้ (จริงๆ คือเที่ยงคืนของวันนี้) ฉันตัดสินใจเขียนถึงเรื่องราว 25 สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ในวัย 25 ปี ขึ้นมา สำหรับฉัน ปีที่ตัวเองอายุ 25 เป็นปีที่ชีวิตได้ผ่านเรื่องราวอะไรหลากหลาย … จนอดคิดไม่ได้ว่า รึที่ผู้ใหญ่พร่ำสอนตลอดมาในเรื่องวัยเบญจเพสนั้น จะเป็นจริง?

 

นี่คือ 25 สิ่ง ที่ฉันได้เรียนรู้ในวัย 25 ปี

 

1)ให้ ไม่เท่ากับ ได้

 

2)คนบางคนไม่ชอบให้เราทำดีด้วย เค้าชอบให้เราร้ายใส่

 (ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน)

 

3)            wait (v.) = รอคอย

waiting (n.) = การรอคอย

  แต่ไหง waiter (n.) ถึงได้แปลว่า เด็กเสิร์ฟ แทนที่จะแปลว่า ผู้รอคอย?

 

4)โลกนี้ไม่มีคนแปลกหน้า มีแต่เพื่อนที่เรายังไม่รู้จัก

….

และศัตรูที่เรายังไม่พบหน้า!!!

 

5) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ICT ของไทยคนปัจจุบัน ที่สั่งบล็อก youtube และ google ไม่เล่นอินเตอร์เน็ต และไม่เคยสื่อสารกับใครผ่านอีเมล์!?!?

 

6)บางทีคนที่มองโลกในแง่ดีเกินเหตุก็น่ารำคาญ

 

7)ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ใครบางคนจะตายให้ได้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริง

 

8)พระเจ้าตายแล้ว

(อันนี้นิทเช่บอก)

 

9)คนเรามักมีเหตุผลเข้าข้างตัวเองเสมอ

 

10)รัก กับ หลง ไม่เหมือนกัน

 

11)แต่มันใกล้กันมากจนคนส่วนใหญ่มัก “หลง” แต่นึกว่า “รัก”

 

12)บางทีคนดีก็ขี้ขลาด

 

13)ยกเว้น เจค จิลเลนฮาล แล้ว ผู้ชายทุกคนที่ฉันอยากแต่งงานด้วย (ในตอนนี้) ล้วนเป็นเกย์!!!

 (ไม่เข้าใจเหมือนกัน)

 

14)          เวลาที่เรารอรถเมล์สายอะไร มันจะไม่ยอมมา

            แต่เวลาเราไม่ได้รอ มันจะมา 3 คันซ้อนกันใน 1 นาที

            (พิสูจน์ได้กับรถเมล์สาย 47 หน้าหอพักจุฬาฯ)

 

15)ความรักก็เหมือนรถเมล์ เราขึ้นผิดสายได้ แต่ถ้ารู้ตัวว่าขึ้นผิด รีบลงก่อนที่มันจะแล่นไปไกลกว่านี้ ก็ดีนะ

 

16)คอนเนคชั่น (connection) ใช้ได้เสมอบนโลกใบนี้

 

17)          เราไม่ควรคบคนที่หน้าตา …

เอ่อ … แต่เราควรคบคนที่ฐานะแทน (อันนี้จริงจังนะคะ)

 

18)          90 % ของคนที่พูดว่า “เงินไม่สำคัญหรอก” (Money doesn’t mean a thing.)

มักมีพ่อแม่รวย

หรือไม่ก็ … รวยโคตรๆ

 

19)บางทีคนดีก็มักทำร้ายกันเอง

 

20)วันที่เราแต่งตัวแย่มากๆ เรามักจะบังเอิญเดินไปเจอแฟนเก่า หรือคนที่เราแอบชอบอยู่

 

21)ความรักก็เหมือนแผ่นดินไหว เราจะรับรู้ผลของมันได้ เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเคลื่อนผ่านไป

 (จากหนังสือ “8/12 ริกเตอร์”, อนุสรณ์ ติปยานนท์ : สุดสัปดาห์สำนักพิมพ์)

 

22)ค่าสกุลเงินของจอร์แดน คือ เจดี

 

23)โลกนี้ไม่มี Love Story มีแต่ Almost A Love Story และ Perhaps Love

(ความเชื่อของปีเตอร์ ชาน ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “เถียนมีมี่ – Comrade, Almost A Love Story” และ “Perhaps Love”)

 

24)ความตายดำรงอยู่, มิใช่ภาคตรงข้าม, หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

 (หนังสือ “Norwegian Wood” ของ ฮารุกิ มุราคามิ ฉบับแปลของ นพดล เวชสวัสดิ์)

 

25)แม้ทุกอย่างที่เขียนมา จะดูเหมือนฉันเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย (ซึ่งนั่นก็จริง) แต่ท้ายที่สุดแล้ว ฉันก็ได้เรียนรู้ (และเริ่มที่จะเชื่อ) ว่า “คนเราเกิดมาเพื่อทำความดีและมีความสุข” – (เอามาจาก ชื่อ MSN ของ โอมเพี้ยง เพื่อนที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ)