ค่ำคืนฤดูร้อน

ฉันโปรดปรานค่ำคืนของฤดูร้อนที่มีสายลมอ่อนโยนโบกพัด มันเหมือนจะพัดพาความทรงจำจากอดีตมาปรากฏตัวต่อหน้า รสชาติของความทรงจำนั้นมีหลายแบบ ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองเสพติดรสชาติแบบไหน แต่ที่แน่นอนที่สุด เมื่อฉันโหยหาวันเก่าก่อน ฉันจะออกเดินย่ำไปบนถนนเส้นเดิมกับที่เราเคยเดินด้วยกันในค่ำคืนฤดูร้อน

ฉันจะเดินไปจนถึงสถานีโคมาโกเมะ … สถานีที่ครั้งหนึ่ง นาโอโกะกับโทรุ ตัวละครแห่งนวนิยาย Norwegian Wood เคยเดินเคียงกัน พอถึงสถานีเมโทร ฉันจะเดินขึ้นไปร้าน Denny’s สั่งเซตกาแฟที่มีขาย ณ ตอนนั้น พอดื่มจนหมดแก้วแล้วฉันก็จะเดินย้อนกลับมาที่เดิม

ทางแยกที่คงมีแต่เราที่มองเห็นละอองความทรงจำได้อย่างแจ่มชัด

My Tokyo: Nishinippori Station

11667306_10153111902913235_7337901170827771325_n

[จดหมายจากเขาวง] รถพัดลม: อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ตอนที่กลับบ้านช่วงปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหาร/ทายาทของบริษัทเดินรถแสงประทีป ซึ่งถือเป็นบริษัทสำคัญแห่งหนึ่งในภาคอีสานตอนเหนือ ทุกวันนี้แสงประทีปปิดตัวลงแล้ว โดยมี นครชัยแอร์ มารับซื้อต่อ

ผู้บริหาร/ทายาท ของแสงประทีปเล่าให้ฟังว่า สิ่งที่ทำให้บริษัทไปต่อไม่ไหว ไม่ใช่รถทัวร์ปรับอากาศ แต่เป็นเพราะรถแดง/พัดลม ต่างหาก เพราะคนไม่ขึ้นกันแล้ว (ส่วนหนึ่งเพราะคนมีรายได้และทางเลือกมากขึ้น ก็ไม่มีใครอยากขึ้นรถพัดลม) แต่ค่าน้ำมันและค่าบริหารในการเดินรถแดง/พัดลม ก็เท่ากับรถปรับอากาศเลย คือได้เงินต่างกันมาก แต่ค่าใช้จ่ายเท่ากัน แต่ด้วยข้อบังคับและกฎระเบียบต่างๆ ก็ต้องวิ่งรถแดง/พัดลมต่อไป ยิ่งวิ่งก็ยิ่งขาดทุน จนต้องให้นครชัยแอร์มารับซื้อไปในที่สุด

ตอนตกลงซื้อกัน เงื่อนไขของแสงประทีปก็คือ นครชัยแอร์ต้องรับไปทั้งหมด ทั้งรถปรับอากาศและรถพัดลม ซึ่งสรุปว่า นครชัยแอร์ก็ซื้อไป แต่นครชัยแอร์จะลงมาเล่นในตลาดรถพัดลมไหม ก็ยังไม่เห็นวี่แวว

อ้อ…ส่วนหลักเลยที่ทำให้นครชัยแอร์ไม่มีปัญหาเลยตลอดมา ก็เพราะว่า นครชัยแอร์แล่นแต่รถปรับอากาศ ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่า นครชัยแอร์ไม่เคยเปิดตลาดด้านรถพัดลมเลย

ส่วนตัวคือคิดว่า นครชัยแอร์คงนำรถไปทำอย่างอื่น ไม่น่าจะกระโดดมาตรงนี้

และจริงๆ รถพัดลม อาจเป็นได้แค่อดีต, ไม่ใช่ทั้งปัจจุบัน หรืออนาคตอีกแล้ว

Tinder for Education! – จับคู่กันเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ไอเดียดีๆ ที่น่าจับตาและพัฒนาต่อ

Screen Shot 2015-07-18 at 10.53.37 AM

มีคลาสเมทกำลังทำ service startup ตัวหนึ่ง เป็นเรื่องการให้คำแนะนำด้านการศึกษา

จุดเริ่มต้นที่คิดทำ เพราะว่าตอนนั้นมีญาติของคลาสเมทมาปรึกษาเรื่องเรียนต่อที่อเมริกา คลาสเมทก็ตอบไป ให้คำแนะนำตามชื่อเสียงมหาวิทยาลัย แต่พอญาติไปเรียนปริญญาตรีสี่ปีแล้วผิดหวัง เพราะจริงๆ แล้ว มหาวิทยาลัยชื่อเสียงดี แต่สาขาที่ญาติอยากจะเรียนนั้นถือว่าไม่ได้โดดเด่น

คลาสเมทคนนี้ก็เลยคิดว่า ถ้าญาติตัวเองได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง จากคนที่จบสาขานั้น ในสถาบันนั้นๆ เลยน่าจะบอกถึงจุดดี จุดด้อย และวิธีเตรียมตัวได้ดีกว่า จะไม่ได้ต้องเสียเวลา สี่ปี สองปี หรือห้าหกปี ไปกับสิ่งที่ไม่ตรงความต้องการและความคาดหวัง

http://afriendabroad.com เกิดขึ้นจากตรงนี้แหละ มันคือ Tinder ของคนที่อยากเรียนต่อ กับคนที่จบมาแล้ว แพลทฟอร์มเริ่มต้น (ที่มีลูกค้ารายแรกโอนเงินเรียบร้อยแล้ว) คือ คนที่อยากเรียนต่อ จะจ่าย 5 ดอลล่าร์ยูเอส ได้รับคำปรึกษา 30 นาที เท่าที่ทราบเบื้องต้น (จากคนทำ) คือ ทางผู้ให้คำปรึกษาจะได้ 4 ดอลล่าร์ และทางเว็บจะได้ 1 ดอลล่าร์ (เหมือน airbnb)

สำหรับคนที่เป็น alumni ที่ต่างๆ (หรือในไทยก็ได้ ที่อาจมีสาขาอินเตอร์) สามารถ sign up free ในส่วน mentor เผื่อเป็นช่องทางในการหารายได้พิเศษจากสิ่งที่คุณแบ่งปันกับคนที่ต้องการได้

ทีม startup นี้กำลังจะไปแข่งที่ UC Berkeley (มั้ง ถ้าจำไม่ผิด) ถ้าชนะก็จะได้เงินรางวัลมาพัฒนาให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

โน้ต- ส่วนหนึ่งชอบตรงที่คนอเมริกันที่ร่วมพัฒนาเว็บ บอกว่า นี่คือการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะในอเมริกา ความเหลื่อมล้ำส่วนหนึ่งคือ คนที่มาจากครอบครัวที่มี network & resource ดีกว่า จะสามารถจ้างผู้ให้คำปรึกษาด้านการเรียนต่อ (ที่ราคาก็ไม่น้อย) ได้ ทำให้การวางแผนอนาคตจะทำได้ดีกว่าคนที่มี network & resource น้อยกว่า (ซึ่งก็ไม่ได้ผิด) แต่ afriendaboard เล็งเห็นความเหลื่อมล้ำตรงนี้ในอเมริกา เลยคิดว่า น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ดี ในการ Match demand & supply ให้มาเจอกัน

Political & Social Campaigns in the modern (social media) world

11698755_448401165340751_103933326826009230_n-2
วันนี้ เพื่อนอาจารย์ท่านหนึ่งโพสภาพนี้ พร้อมข้อความดังต่อไปนี้

“I was deprived the right to vote.
I am not allowed to examine the government policy.
I have no means to criticise them without being worried about my own security.

I have no chance to participate in policy making, even it might effect my life.
At least, the word ‘our’ here does not include ‘me’. What they have done is their personal responsibility, not of Thai people.

I, one of the victims of this regime, will never accept them as my government.”

เมืองไทยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เจอความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ผู้คนเริ่มเรียกร้องในบางสิ่งบางอย่างที่เราอาจไม่เคยเห็นมาก่อนในช่วงชีวิตของเรา แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การนำโซเชียลมีเดีย และข้อมูลแบบย่นย่อมาใช้ในฐานะ Political Campaigns กันมากขึ้น

พูดถึง Political Campaigns สมัยก่อน คนมักจะคิดถึงอะไรที่ซีเรียส หนักๆ และน่าจะ “ไม่ป๊อป” อยู่ในที …. ความหนักและซีเรียสในเนื้อหานั้นคงยังมีอยู่ แต่ความ “ป๊อป” นั้นเหมือนได้เดินทางมาถึงการสื่อสารทางการเมืองแล้ว

ย้อนคิดดู เมื่อสิบห้าปีก่อน เราจะได้เห็นการเรียกร้องทางการเมือง ที่ใช้สีฟ้าสดใสบลูสกายอย่างภาพที่แปะหรือไม่นะ? อืม …​น่าคิด

Love it or hate it แต่เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย ก็ได้เปลี่ยนชีวิตผู้คน รวมถึงรสนิยม และการสื่อสารตัวตนไปในชนิดที่ถ้าใครยังจมอยู่กับโลกใบเดิมหลายทศวรรษก่อน ก็อาจตามไม่ทันเสียแล้ว

Tinder (& Japanese society ในตอนท้าย)

Tinder (& Japanese society ในตอนท้าย)

11722668_10153082273808235_186829145572099997_o

ลองใช้ Tinder ดู เพราะไปเจอเพื่อนคนหนึ่งที่นางทำเว็บ/แอพเกี่ยวกับแมชท์คู่ด้านการศึกษา (แมทช์คนที่อยากเรียนต่อ เข้ากับศิษย์เก่า ในแง่เรื่องการให้คำแนะนำ) แล้วนางใช้คำว่า เป็น Tinder for education เลยอยากรู้ว่า Tinder เป็นยังไง (คือพอรู้คร่าวๆ มาก่อนเพราะมีเพื่อนญี่ปุ่นใช้แล้วเขาก็นัดเจอกันจริงๆ)

ค้นพบว่า
1)Tinder นั้นออกแบบมาแบบ app อย่างเดียว เข้าผ่านเว็บไม่ได้
2)ตัว app สร้างเงื่อนไขที่ทำให้เราต้องล็อกอินผ่าน facebook เท่านั้น เราจะสร้าง account Tinder โดยไม่ผ่าน facebook ไม่ได้
3)เหตุผลที่ Tinder ทำอย่างนั้นเพราะต้องการดึงข้อมูลของเราใน facebook ไปประมวลผล โดยประมวลจาก friend lists หรือคนใน circle ของเรา รวมถึงความสนใจ (พวก pages ที่ไปไลค์) เพื่อจะได้เลือกลิสต์ของคนอื่นๆ ใน Tinder ให้เหมาะกับอายุและจังหวะการเคลื่อนไหวในชีวิตของเรา
4)คีย์เวิร์ดสำคัญของ Tinder ก็คือ any swipe can change your life หมายถึง แค่เราเลื่อน/สไลด์หน้าจอมือถือ เราก็อาจเจอคนที่มาเปลี่ยนชีวิต!
5)คีย์เวิร์ดนี้สำคัญยังไง? สำคัญเพราะถ้าเรา swipe Tinder ไปทางซ้าย ก็หมายถึงเรา say NO กับไอ้หนุ่ม (หรือสาว) นั่น ที่ขึ้นบนจอ แล้วถ้าเรา swipe ไปแล้ว เราจะกลับไปดูโปรไฟล์หรือสานต่อกับไอ้หนุ่ม (หรือสาว) นั่นไม่ได้อีกแล้ว เหมือนคนแปลกหน้าที่ผ่านมาเจอกันแค่ swipe เดียว! อนาคตคุณช่างขึ้นกับการ swipe อย่างแท้จริง!
6)แต่ถ้าเราอยากดึงไอ้ที่เพิ่ง swipe left กลับมา … Tinder อนุญาตโดยมีเงื่อนไขว่า เราอัพเกรดเป็น Tinder Pro ซึ่งหมายถึง เราเสียตังค์! … ซึ่งตรงนี้คือโมเดลธุรกิจที่ Tinder สามารรถสร้างรายได้ได้ไงเล่า
7)ก่อน swipe ถ้าเราตรวจดูคุณสมบัติคนที่อยู่ตรงหน้า (จอมือถือ) แล้วเราอยากคุยด้วย แทนที่จะ swipe NO เราก็เลือกกดปุ่ม LIKE ใช่แล้ว ถ้าเรา LIKE คนนั้นแล้วเขา LIKE เราตอบ Tinder ก็จะ Match เราเข้าด้วยกัน แล้วเราก็จะส่ง message คุยกันได้
8)ลืมบอกไปว่า Tinder เลือกคนที่อยู่ใน area เดียวกับเรา เช่นถ้าตอนนี้เราอยู่โตเกียว Tinder จะโชว์เฉพาะคนที่อยูในโตเกียวเท่านั้น (ข้อมูลเท่าที่เราใช้มาสองวันคือประมาณนี้ไม่แน่ใจว่าเข้าใจผิดไหม)

Tinder ถือเป็น app หรือ โมเดลธุรกิจแบบใหม่ ที่นอกจากมาเชื่อมผู้คนเข้าไว้ด้วยกันแล้ว ยังทำให้กลุ่ม LGBT ของญี่ปุ่น ซึ่งปกติอาจจะดูไร้ตัวตนมากๆ ในสังคม สามารถค้นหาคนที่มีความสนใจเดียวกัน พร้อมเปิดต่อการมีความสัมพันธ์ ได้รู้จักและสื่อสารกันมากขึ้นด้วย (มีเคสตัวอย่างของเพื่อนญี่ปุ่นที่ใช้ Tinder ในกรณีนี้ด้วย และเขาเคยนัดเจอกันแล้ว)

service ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ เป็นอะไรที่อาจค่อยๆ เปลี่ยนแปลงสังคมญี่ปุ่นทีละน้อย มันอาจดูน้อยมาก แต่มันเริ่มเปิดพื้นที่และเชื่อมต่อผู้คนที่ไม่เคยคิดว่าจะเชื่อมต่อกันได้ ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมแล้ว

วันนี้คุณลอง swipe เปลี่ยนชีวิตแล้วรึยัง?

[status] 2015.06.14

[เพ้อเจ้อ]

เมื่อเดือนก่อนมีมิตรสหายท่านหนึ่งขอให้ช่วยอัดคลิปเรื่องความทรงจำในโตเกียว/ญี่ปุ่น ก็รอให้หมดฤดูกาลวุ่นวายเปเปอร์ก่อน เลยได้ฤกษ์อัด ทีนี้เดือนมิถุนายนเป็นหน้าฝนของญี่ปุ่น ฝนก็ตกวันเว้นวัน จะอัดคลิปก็ยาก มีวันก่อน อากาศดี เลยติดต่อผ่านไลน์ให้คลาสเมทมาช่วยถือกล้องถ่ายคลิปตอนเรายืนพูดหน้าสถานที่อันเป็นความทรงจำนั้น แต่ทว่าติดต่อไปหลายคนมาก ก็บอกว่าไม่ว่าง ไ่ม่สามารถมาได้ เราก็เข้าใจแหละ เพราะติดต่อกระชั้นชิดมาก ใครเขาจะว่างให้แก

เลยตัดสินใจไปคณะ ไปเสี่ยงดวงเอา ก็ไปเปิดดูทุกห้อง study room ไม่เจอคนรู้จักที่คิดว่าจะขอให้เขาเดิน (ทาง) ไปกับเรา เพื่อถ่ายคลิปได้เลย ก็นั่งหงอยๆ ตรง common room ถอนหายใจไปสิบแปดเฮือก แล้วนานามิจังก็เดินเข้ามา!!!

ติ๊กต่อกก็ทำหน้าดีใจมาก จำได้ว่านานามิจังพักอยู่แถวๆ สถานที่ที่เราอยากจะถ่ายคลิป แต่ประเด็นคือนางเพิ่งมาถึงคณะเลย จะให้นางออกไปตอนนี้นี่นะ แต่ก็ลองเสี่ยงถามดู ปรากฏว่านางตอบตกลง … อึ้งมาก เด็กฟิลิปปินส์ที่อยู่ในห้องคอมมอนรูมก็ยังบอกเลยว่า nice try (โอกาสเป็นของคนที่กล้าเอ่ยปากถามครับ)

ก็เลยนั่งรถไฟและเดินต่อไปที่สถานที่นั้น ระหว่างทางก็เลยได้คุยกับนานามิจังหลายเรื่อง คือปกติก็คุยอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดลึก ทีนี้ก็ถามนั่นถามนี่ไปหลายอย่าง จนถ่ายคลิปเสร็จ ก็ชวนกินข้าวเย็น เพราะรู้สึกว่ารบกวนนางเยอะมาก นางเสียเวลาอ่านหนังสือมาถ่ายคลิปให้เรา พอกินข้าวเสร็จ นางก็ชวนว่าไปกินกาแฟที่ห้องนางไหม นางได้กาแฟมาใหม่ บลาๆ ก็ได้ไปเยือนห้องนาง

นางมาจากภูมิภาคคันไซ เมืองนารา นางมีฝาแฝด เป็นแฝดพี่(สาว) ที่เก่งกว่านางหลายอย่าง นางบอกว่ารู้สึกว่าพี่สาวทำอะไรก็คล่องแคล่วไปเสียหมด แต่นางจะออกแนว introvert ก็คุยกันหลายเรื่อง ทั้งเรื่องที่ว่าได้เรียนรู้อะไรจากคณะบ้าง จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง สิ่งที่ตั้งใจไว้หลังเรียนจบ สิ่งที่อยากเป็น อยากรู้สึก อยากค้นพบในโลกศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดใบนี้

นานามิจังเพิ่งอายุยี่สิบต้นๆ เอง นางเป็นคนที่พอรู้เรื่อง LGBT ก็จะตื่นเต้นมาก อยากรู้ว่าเพื่อนคนญี่ปุ่นที่เป็น LGBT เป็นยังไง นางไม่ได้แอนตี้ แต่แค่ไม่เคยรู้มาก่อน ก็พร้อมเรียนรู้ นางใช้เวลาว่างหัดเรียนภาษาฝรั่งเศส นางอยากเข้ากระทรวงต่างประเทศของญี่ปุ่น นางชอบเขียนบทกลอน มีบางคลาสที่นางทำได้ไม่ดี แต่บางคลาสนางก็พรีเซนต์ได้ยอดเยี่ยมนะ เด็กไลบีเรียที่ชื่อเอสเตอร์ยังเคยชมนางเลย (ปกติเอสเตอร์ไม่ค่อยชมใครฮ่ะ)

รู้สึกว่าเด็ก generation ใหม่ๆ ยี่สิบต้นๆ เป็นคนอีกยุคหนึ่งที่ให้แรงบันดาลใจได้ดีมาก พวกเขายังเต็มไปด้วยพลัง ความฝันถึงโลกที่ดีกว่า พวกเขาอยากแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่หลายๆ แห่งในโลก ในเอเชียตะวันออกระหว่างเกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น …หรือแม้กระทั่งเด็กรุ่นใหม่ในไทย พวกเขาเติบโตมากับยุคสมัยและค่านิยมที่แตกต่างกันกับรุ่นสามสิบซัมติงอย่างพวกเรามาก ถึงคนจะชอบพูดว่า “เด็กสมัยนี้นะ…” แต่เราว่า เด็กรุ่นที่เด็กกว่าเราแค่สิบกว่าปีนี่ จริงๆ แล้วพวกเขาคือ “ความเปลี่ยนแปลง” หรือ change ตัวจริงมากกว่ารุ่นเราเสียอีก

คุยกับเพื่อนวัยสามสิบซัมติงกันวันก่อน เรารู้สึกว่า รุ่นเราคือ hopeless generation ไม่รู้เป็นคำที่แรงไปไหม แต่เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เราคือรุ่นกึ่งกลางของความเปลี่ยนแปลง ในวัยเท่านี้ หลาย “เรา” ล้วนเสถียร จบการศึกษาในสถาบันที่ได้ชื่อว่าดี มีทรัพยาการบางอย่างที่ต้องหวงแหน มีเรื่องส่วนบุคคลที่ต้องปกป้อง จนเราไม่กล้าขยับตัวกันมาก เราบ่นในไลน์กรุ๊ป ไลน์แชท แล้วเราก็หวังว่าจะมีคนอื่นๆ มาช่วยเราเปลี่ยนแปลง

เราหวัง เราฝัน “สักวันน้ำคงไม่ท่วมกรุงเทพฯ แล้ว” …คงมีใครสักคนกลายมาเป็นฮีโร่ แต่ฮีโร่ไม่ได้อยู่ในหมู่พวกเรา

เรื่องมันเริ่มต้นด้วยเพื่อนให้ช่วยอัดคลิปเกี่ยวกับความทรงจำในโตเกียว/ญี่ปุ่น แต่มันลงท้ายด้วยการที่เราได้ใช้เวลาไปกับหญิงสาววัยต้นยี่สิบ พลังของคนรุ่นใหม่อีก generation ที่ต่างจากเรา … ขอบคุณมิตรสหายที่จุดประกายเรื่องอัดคลิป ถ้าไม่มีเรื่องอัดคลิปมา เราคงไม่มีโอกาสได้คุยยาวๆ กับนานามิจัง ได้ไปนั่งกินกาแฟในห้องเธอ ได้รับรู้ความฝันและความหวังของคนที่อาจแตกต่างจาก generation ของเรา

ปล. เพื่อนกลุ่มสามสิบต้นๆ อย่าโกรธเรานะ แต่เราคิดว่า เราเป็น lazy generation กันจริงๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอก ><

[status] 2015.06.14

“สื่อสารมวลชน”

สัก 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีนิติกรที่ติดตามแวดวงซีรีส์เกาหลี โพสสเตตัสว่า ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เกาหลีใต้เปลี่ยนระบบลูกขุน/ศาล (เรียกว่าอะไรสักอย่างก็จำไม่ได้) แล้วขณะเดียวกัน ก็ปรากฏว่ามีการปรากฏตัวของซีรีส์เกาหลีหลายชิ้น ที่นำเสนอเรื่องศาล อัยการ ทนายความ โดยสอดคล้องกับระบบแบบใหม่ที่เกิดขึ้น

ละครที่จำได้หลักๆ คือ I Hear Your Voice นำแสดงโดยแฟนเราเอง (?) อีจงซอก

สิ่งนี้ก่อให้เกิดผลอย่างไร มันคือการทำให้ประชาชนทั่วๆ ไป ค่อยๆ ทำความรู้จักและคุ้นเคยกับระบบศาลแบบใหม่ ถึงคนไม่ต้องข้องแวะกับคดีหรือศาล ก็ยังคอยถูกกระตุ้นว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไป

“คนเล่าเรื่อง” หรือสื่อสารมวลชน มีบทบาทอย่างสูงในเรื่องนี้

และ “สื่อสารมวลชน” ในที่นี้อาจรวมถึงคนทำหนังทำละครด้วยเช่นกัน