ป้องกัน: [novel] บทที่ 6-7-8

19 ก.พ.

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: [novel] บทที่ 3 – 4 – 5

18 ก.พ.

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: novel: บทนำ – บทที่ 1 – บทที่ 2

17 ก.พ.

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

“Ain’t love grand?”

4 ก.พ.

Screen Shot 2015-02-04 at 2.58.33 PM

picture credit: Substantia Jones

In summer break 2014, I, myself, was struggling with the idea how to brighten up and made my teeth beautifully, as the way that I usually thought it should be.

Seriously, I tried to quit my coffee obsession routine. I searched all websites that I could get the info about how to achieve the “ideal teeth” that modern women were implicitly told she should have.

In contemporary Thai media, especially fashion magazines, it is rare to see the imperfection in the published photos. Actually, even in the newspaper, when come to the process of selecting the photos, subconsciously, the selection team would prefer the ideal beauty more than the alternatives.

The problems about the “choices” that we have been given in the modern world is that, sometimes, it makes us feel that we do not have another choices. Seems like the alternatives don’t even exist.

One day after the breakfast, I watched the Keira Knightley in her stunning role in “Begin Again”, and then, that moment, I realized that even Keira Knightley doesn’t have the perfect teeth.

I decided to reunion with my coffee obsession again that day.

Back to the following link, speaking as a former feature editor in a magazine related to health, I will not dare to say that ‘continue being fat is a healthy idea.’ Undoubtedly, it is not. If you have choices in life, I will and always encourage you to chose to become a healthy person (and in the word of “healthy”, I don’t mean “slim”.)

But the world is grand, people are varied, and asides from the “conventional ideal about the healthy and beauty” that occupied the mainstream (social) media nowadays, we need spaces and the alternative stories to make us realize that there are so many ways to enjoy and live life, in an acceptable way.

In a way that we will not hate ourselves, and our lives that much.

I don’t have perfect teeth. My skin is not like what I once had when I was 22. I looked at Kendall Jenner and felt a little jealous about her look.

But the world is grand, people are varied, and at least, we still have people like Keira Knightley in the film business. (and she is super cool.)

I guarantee that there will be a time that I would crave to have those perfect eyes, nose, lips, etc, again in the near future. But at least, I feel safe now to realize that the world still have some journalists / artists / storytellers who tell that, sometimes life also provides some options and alternatives to us.

Photo Info: 
Substantia Jones is the founder of and photographer for the photo-activism campaign, The Adipositivity Project, and runs both SmileSizeist.com and UppityFatty.com.

She recently described this in her latest project.

Each year I photograph fat people with their partners for The Adipositivity Project’s Valentine Series. ‘Cause ain’t love grand? To purchase this and other Adipositivity prints, go to http://theadipositivityproject.zenfolio.com/prints

source: http://theadipositivityproject.zenfolio.com/valentine/h35C037#h35c037

[life] 2014

4 ม.ค.

Year 2014

IMG_1029

จริงๆ เราคิดว่าเราชอบปี 2013 มากกว่าปี 2014
เราไม่ได้เริ่มต้นปี 2013 ด้วยเรื่องดีๆ … กลับกัน มันแย่มากๆ ในความเห็นของเรา แต่แล้วอยู่ๆ ทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ มันมีเรื่องไม่คาดฝันหลายอย่างเกิดขึ้นในปีนั้น อย่างแรกคงเป็นเรื่องทุนเรียนต่อญี่ปุ่น อย่างที่สองคงเป็นการได้ดูคอนเสิร์ตโทโฮชินกิในนิสสันสเตเดี้ยม อย่างที่สามคงเป็นการได้ไปดูคอนเสิร์ตครบรอบสิบปีทงบังชินกิที่โซล (ได้ข่าวว่าเป็นวงเดียวกัน แต่ออกเสียงต่างกันไปในแต่ละประเทศ…)

2013 นำผู้คนที่แตกต่างและหลากหลายเข้ามาในชีวิต ฤดูหนาวอย่างจริงจังครั้งแรก ขณะเดียวกัน คนใกล้ตัวที่เจ็บป่วยกะทันหัน แต่ก็รอดมาได้ … พ่อเลี้ยงเราผจญกับเส้นเลือดในสมองตีบวันที่ 11 กันยายน ปีนั้น เป็นช่วงเวลาก่อนแม่เราจะเกษียณอายุราชการ ความหวาดกลัวจู่โจมครอบครัว, เราอยู่โตเกียวในตอนนั้น ยังไม่เปิดเทอมจริงจังด้วยซ้ำ, แต่แล้วอาการของพ่อเลี้ยงก็ไม่ได้ย่ำแย่ เรียกได้ว่ากลับมาขับรถยนต์คล่องแคล่วได้ในอีก 1 ปีถัดมา, เราไม่รู้จะเรียกมันว่า “โชคดี” ได้ไหม, แต่มันเป็นเรื่องที่ดีเพราะหลังจากพ้นภาวะเป็น/ตาย และคาบเกี่ยวระหว่างอัมพาต/ปกติ พ่อเลี้ยงของเราก็ดูจะเข้มงวดกับชีวิตน้อยลง หัวเราะมากขึ้น ผ่อนปรนและใจดีมากขึ้น
คนที่เคยเผชิญหน้ากับความตาย และในภาวะสุ่มเสี่ยงนั้น เขาเรียนรู้ว่าคนรอบข้างไม่ได้ปล่อยมือจากเขา … มันทำให้หัวใจเขาอ่อนโยนขึ้นกว่าที่เคยเป็น … เรื่องนี้เราเรียนรู้จากท่าทีที่เปลี่ยนไปของพ่อเลี้ยงเมื่อตอนที่เรากลับบ้าน (สองครั้ง) ในปี 2014

ชีวิตนั้นทั้งเปราะบาง แปลกประหลาด และขณะเดียวกัน ก็มีมุมอบอุ่น และแสนปกติ

2014 ของเรานั้นแสนเรียบง่าย ฝ่าฟันกับการเรียน โฟกัสกับเป้าหมายหลังเรียนจบ เรายังย้ำกับทุกคนในมหาวิทยาลัยเสมอว่า พอเรียนจบแล้วเราจะกลับเมืองไทย เรามองไม่เห็นภาพตัวเองสมัครเข้าทำงานองค์กรระหว่างประเทศแบบที่คลาสเมทหลายคนหวังแบบนั้นกับชีวิตพวกเขา เรามองเห็นภาพตัวเองอยู่ที่บ้านเกิด, เราแค่ปรารถนาให้ประเทศไทยมีรถไฟความเร็วสูง เราแค่อยากเป็นสาวบ้านนาที่สามารถนั่งรถไฟจากบ้านเกิดมากรุงเทพฯ ได้ในเวลาแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น

กลางปีมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น ความสัมพันธ์ที่แสนเบาบาง ผู้คนเก่าๆ ที่เดินจากไป พร้อมกับผู้คนใหม่ๆ ที่เดินเข้ามา, มันมีระยะเวลาที่เราสับสน, ไม่ยาวนาน แต่ก็ไม่ได้แสนสั้น, พอผ่านมันมาได้ เราก็ค้นพบว่า ความสับสนก็ไม่ได้แย่ ทุกคนล้วนเคยเผชิญมัน ความหวาดกลัวที่จะโดนปฏิเสธ, พอได้ลองแล้วมันก็ไม่ได้น่ากลัวมาก
และถึงโดนปฏิเสธ โลกก็ยังดำเนินต่อไป

เรายังคิดว่าเรายังเป็นคนเดิมกับเมื่อตอนบินมาญี่ปุ่น จนกระทั่งเทอมใบไม้ร่วง/ฤดูหนาวเริ่มต้นขึ้น

เราเริ่มมองหาหนทางใหม่ๆ ให้ชีวิต …ขณะเดียวกันเราก็หวาดกลัวว่าผู้คนเก่าๆ ในชีวิตจะตำหนิและติเตียนว่าเราช่างโลเล และไม่มั่นคงกับเป้าหมายเอาเสียเลย

เราเริ่มไม่มั่นใจว่าเราควรฉวยคว้าอะไรไว้ และอะไรที่เราควรทิ้งมันไป
เราไม่ใช่คนเก่งกล้าขนาดที่จะคว้าทุกอย่างในโลกไว้ได้, คนอย่างนั้นคงได้เป็นภรรยาของจอร์จ คลูนีย์ กับโจเซฟ กอร์ดอน เลวิตต์, แต่ไม่ใช่เราแน่ๆ

แล้วเราก็ค้นพบว่าเราใช้เหตุผลมากไป
มีคำแนะนำจากเพื่อนคนหนึ่ง บอกให้เราลอง ไร้เหตุผล ดูบ้าง

เราค่อยๆ ลองทำตัวไร้เหตุผลดู ไม่คิดมากกับอนาคต ตั้งใจกับวิชาที่ลงเรียนก็พอ นอกเหนือจากนั้น เราก็แค่ “ฉวยคว้าวันเวลานี้” เอาไว้

ปี 2014 สำหรับเรา จึงเป็นปีที่เรียบง่ายมาก ไม่มีอะไรหวือหวา ไม่มีทั้งความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน และไม่มีทั้งความล้มเหลวที่ชวนหมดแรง

ไม่มีโมเม้นท์ใหญ่ๆ แต่มีโมเม้นท์เล็กๆ น้อยๆ ที่ชวนอบอุ่นประกอบตัวขึ้นมา
เราชอบโมเม้นท์เล็กๆ เหล่านั้น

ตัวละครจากหนังสือของ เอลิซาเบท สเตราต์ อย่าง โอลีฟ คิตเตอริดจ์ เคยกล่าวไว้
…ชีวิตประกอบสร้างด้วยองค์ประกอบของโมเม้นท์ใหญ่ๆ และโมเม้นท์เล็กๆ…

ปี 2013 คือปีที่มีโมเม้นท์ใหญ่ๆ เปลี่ยนผ่านชัดเจนเกิดขึ้น
ส่วนปี 2014 คือปีแห่งโมเม้นท์เล็กๆ

 

 

 

“โอลีฟเห็นว่าชีวิตขึ้นอยู่กับ “วูบใหญ่ๆ” และ “วูบเล็กๆ” วูบใหญ่ๆ ได้แก่เรื่องอย่างการแต่งงานหรือมีลูก ความใกล้ชิดสนิทแนบที่ทำให้เราลอยตัวอยู่ได้ แต่วูบใหญ่ๆ นำกระแสน้ำอันตรายที่มองไม่เห็นมาด้วย ดังนั้นเราจึงต้องมีวูบเล็กๆ เช่นกัน อย่างพนักงานผู้เป็นมิตรที่ร้านแบรดลีส์ หรือสาวเสิร์ฟร้านดังกิ้นโดนัทที่รู้ว่าเราชอบกาแฟแบบไหน ซึ่งเป็นเรื่องยากโดยแท้” (โอลืฟ คิตเตอริดจ์, เอลิซาเบท สเตราต์ เขียน, อิศรา แปล)

 

 

“Olive’s private view is that life depends on what she thinks of as “big bursts” and “little bursts.” Big bursts are things like marriage or children, intimacies that keep you afloat, but these big bursts hold dangerous, unseen currents. Which is why you need the little bursts as well: a friendly clerk at Bradlee’s, let’s say, or the waitress at Dunkin’ Donuts who knows how you like your coffee. Tricky business, really.”

― Elizabeth Strout, Olive Kitteridge

[status] 2014.12.28

3 ม.ค.

ข้อสังเกตอย่างหนึ่งหลังจากเรียนมาใกล้ครบปีครึ่งก็คือ

เด็กชายที่นี่ไม่ค่อยโพสเฟซบุ๊คแบบวิพากษ์วิจารณ์ ดีพ เซนติเมนทัล หรืออะไรประมาณเหล่านี้ที่เพื่อนพ้องน้องพี่คนไทย (ผู้ชาย) ในลิสต์โพสกัน
บางคนที่นี่ ดูเหมือนพยายามหลีกเลี่ยงการโพสอะไรประมาณใคร่ครวญชีวิตด้วยซ้ำ

พยายามหาเหตุผลมาลองอธิบายดู ได้มาหนึ่งคำอธิบาย

เพื่อนในลิสต์ที่เมืองไทย (เราพูดกันถึงเพศสภาพชายกัน ณ จุดนี้) จำนวนมากทำงานในสาย คิด เขียน ครีเอทีฟ หรืออะไรที่แวดล้อมสิ่งเหล่านี้ … การคิด การแสดงออกทางความคิดและอารมณ์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน (และทำให้ได้รับเงิน) เหมือนที่เราเคยบอกเพื่อนสนิทบ่อยๆ อาชีพพวกนี้ “กิเลสและอารมณ์” เป็นสิ่งสำคัญ เราต้องรู้สึกรู้สากับโลก เราถึงจะเริ่มต้นบทความ/ หนังสือ ได้ (มั้ง) คือรู้สึกอยากได้เงิน ก็เป็นความรู้สึกรู้สากับโลกนะ 555

โอเค มันมีนักคิดนักเขียนไทยที่ไม่แสดงออกในเฟซบุ๊ค แต่เวลาคนเหล่านั้นผลิตงานเขียน (บนหน้าสื่อ) มันก็มีการแสดงอารมณ์ แม้กระทั่งคนที่ดูไม่แสดงออก มันก็ต้องมีอารมณ์เจือปนในนั้น

และจริงๆ เราชอบงานเขียนที่เจือปนอารมณ์และความรู้สึกอยู่ด้วย … ฟีลไลค์ฮิวแมน

แต่เด็กชายที่นี่ เกือบร้อยเปอร์เซนต์คือมาจากอีกฟิลด์ (มั้ง)
จริงๆ ไม่อยากเอาวัยเข้ามาวิเคราะห์ด้วย …เรานับแค่สายและสาขาอาชีพแล้วกัน แต่มันเปิดโลกเราดี ที่ว่า ได้คุยกับคนที่มีภูมิหลังของการเรียนและสาขาอาชีพต่างจากเรา วิธีการคุย วิธีการเลือกสถานที่กินข้าว แค่นี้ก็โคตรเปิดโลกเราแล้วอ่ะ (เราเคยคุยกับเพื่อนอินโดนีเซียว่า เราเพิ่งสังเกตได้จริงจัง ว่าตอนเราทำงาน เราแวดล้อมแต่พวกสายคิด ครีเอทีฟ และอีโมชั่นแนล เต็มขั้นจริงๆ พอเจอสายอีกสาย เราเลยแบบ… โห คิดงี้กันเหรอ บางทีโคตรดูไม่ฮิวแมนเลย 555)

บายเดอะเวย์ เรายังรู้สึกเสมอว่า พวกเรียนนโยบายสาธารณะ ควรรู้สึกกับโลก กับมนุษย์เยอะๆ เพราะนอกจากนักการเมืองและผู้นำแล้ว พวกนี้คือพวกกำหนด “นวัตกรรม” ด้านนโยบายที่มีผลกระทบต่อผู้คนเป็นล้านๆ นะโว้ย

ถ้าไม่รู้สึกกับมนุษย์โลก … นโยบายจะออกมายังไงวะ ออกมาแบบ เอาเงินไปซื้อเรือดำน้ำไรงี้เหรอ

/// อ้าว พูดถึงเรือดำน้ำ … “ท่าน” ก็เรียกรายงานตัวแล้วสินะ … บัย

ปล. เชื่อเสมอว่า คนจะกำหนดเรื่องอะไร ควรพยายามมีประสบการณ์หรือปะทะสังสรรค์กับสิ่งนั้นให้มากเข้าไว้ อาทิ เป็น รมว.คมนาคม ไม่เคยเข้าส้วมรถไฟไทย มันจะเข้าใจหัวอกคนใช้ป่ะวะ

[Japan] สาวญี่ปุ่น หนุ่มญี่ปุ่น และอื่นๆ

3 ม.ค.

[เพ้อเจ้อช่วงเบรกฤดูหนาว…ธีสิสล่ะ ธีสิสล่ะ]

วันก่อนไปจิบกาแฟกับเพื่อนสาวชาวญี่ปุ่น ซึ่งหน้าตาน่ารัก ดูยังไงก็เป็นคนเรียบร้อย (ตามมาตรฐานแบบไทย) แต่นางนิยามตัวเองว่าเป็นคนพูดจาเปิดเผย และบอกว่า ผู้ชายญี่ปุ่นไม่ชอบผู้หญิงแบบนาง ทั้งนี้ถ้าไม่นับช่วงงุ๊งงิ๊งไปดูหนังกันตอนมัธยมปลายแล้ว นางบอกว่า นางไม่เคยมีแฟนเป็นคนญี่ปุ่น แฟนเก่านางก็เป็นคนฮ่องกง

นางบอกว่า ผู้ชายญี่ปุ่นนี่จะ “passive” คือไม่จีบผู้หญิงก่อน แล้วยิ่งพวกเด็กโตไดนะ จะ proud และหยิ่งมาก จะยิ่งไม่ชวนหญิงก่อนเลย ทางเราก็เลยถามว่า ยังไงฮึ นางบอกว่า เช่น ถ้าหนังเรื่องนี้สนุก พวกผู้ชายก็จะพูดขึ้นมาว่า “หนังเรื่องนี้น่าสนุกเนอะ” แล้วประโยคต่อมาที่ว่า “เราไปดูด้วยกันไหม” จะเป็นประโยคที่ผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายพูด

นางใช้คำว่า “Men lead opportunities, and women make decisions.” (ว่าจะชวนหรือไม่ชวน)

ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของนาง แต่ชั้นก็ยังงงว่า ทำไมคนอย่างนาง ถึงเรียกตัวเองว่า outspoken (ถ้าเลเวลนางคือ outspoken ในญี่ปุ่น เลเวลชั้นนี่ คือเกินเยียวยาล่ะ กรูเปิดเผยทุกเรื่องเลย ยกเว้นเรื่องอายุ… ><“)

Come Visit Khaowong

a small and peaceful district named Khaowong

mekongpeacejourney

Just another WordPress.com site

Soraj's Weblog

Posts, mostly about Buddhism

Paint dayouth

Meet young spirits who swing Thai indie culture

The Style Voyager

Hong Kong Fashion and Lifestyle Blog.

Mostly Bright Ideas

Some of these thoughts may make sense. But don't count on it.

Coffee Shop Chronicles

Life and Times of a Barista

when angels become rebellious

JAEJOONG+YUCHUN+JUNSU+ things

Mighty Girl

Famous Among Dozens

Another WORD is Possible

Words & Fotos ON / All rights reserved © Lee Yu Kyung 2015

Matt on Not-WordPress

Stuff and things.

JEDIYUTH

May the Movie Force Be With You

Hilary Makes

A doorway into my world. Sometimes an adventure.

Pefinance's Blog

Blog ของคนใช้เงินเก่ง ^_^

10,000 li of Life

Investment : Journey of Life : China : ภาพทริปอู่ไถซาน มณฑลซานซี

The Middlest Sister

There are 5 sisters. She's the middlest.

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 30 other followers