คำว่า “เซล” และความจำเป็นของชีวิต

ฉันเพิ่งไปเซนทรัลขอนแก่นมา และได้เจอกับสิ่งที่ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไม่ได้บอกเราไว้

มหกรรมเซลทั้งห้าง ลดราคากันกระหน่ำ ป้าย SALE ตัวโตๆ ที่น่าดึงดูดใจพอๆ กับแกงเห็ดเผาะ

เศรษฐกิจไทยจะเป็นยังไงไม่รู้ แต่ฉันรู้สึกว่าหัวใจตัวเองกำลังเต้นระรัว และตัวกิเลสดูกำลังเริงร่า และอยากออกมากระโดดโลดเต้นตรงเคาน์เตอร์แคชเชียร์เสียเหลือเกิน

อยู่ๆ ฉันก็รู้สึกว่าชีวิตตัวเองมีรายการสิ่งที่ “จำเป็น” โผล่มาเต็มไปหมด

ฉันออกวิ่งอีกหน รักษาวินัยการวิ่ง 5กิโลเมตร สัปดาห์ละ 4–5 วันได้อย่างแน่วแน่มาสองเดือนแล้ว ที่ผ่านมาฉันซื้อกางเกงผ้าโปร่งราคา 50 บาทตามตลาดนัด และรู้สึกไม่ได้มีปัญหาอะไรกับมันนัก แต่เมื่อวันก่อนฉันเพิ่งได้กางเกง Dri-Fit ของ Nike มาในราคาเซล ตัวละ 199 บาท ฉันใส่มันออกวิ่ง และพบว่า “มันเริ่ดมากกกกกกกกกกก” (เติม ก.ไก่ ไปอีกหมื่นเก้าพันแปดสิบเจ็ดล้านตัว)

อยู่ๆ ฉันก็รู้สึก “จำเป็น” ที่ต้องมีกางเกง Dri-Fit ของ Nike ในตู้เสื้อผ้า อยู่ๆ ฉันก็คิดว่า ชีวิตฉันคงดีกว่านี้ วิ่งได้คล่องกว่านี้ และมีหุ่นขณะวิ่งที่ดูคล้ายปู ไปรยา มากกว่านี้ (หรืออุรุดา โควินท์ ก็ได้เอ๊า!) ถ้าหากฉันครอบครองเป็นเจ้าของ Nike Dri-Fit อีกสักสิบตัว! (สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน แกจะเอาไปทำไมตั้งสิบตัว ห๊ะ?)

ทุนนิยมนั้นน่ากลัว โดยเฉพาะทุนนิยมที่มาพร้อมกับคำว่า SALE เพราะมันทำให้เรารู้สึกเหมือนมันเป็นเพื่อนสนิท ภาวนา แก้วแสงธรรม เคยกล่าวไว้ประมาณนี้เมื่อสองสามปีก่อน

ยิ่งก้าวเดินในวงล้อมของร้านค้าที่ติดป้ายเซล ฉันยิ่งรู้สึกถึงความจำเป็นอย่างเร่งด่วน ว่าชีวิตต้องมีสิ่งเหล่านี้

นั่นไง รองเท้าบัลเล่ต์ชู ของ F.O.F กำลังเซล สีเบจปนชมพูอ่อนๆ ราคา 400 บาทเอง ฉันมีบิสสิเนสทริปต้องไป กทม. ช่วงสัปดาห์หน้าพอดี แถมรองเท้าสีดำเก่าๆ ที่ซื้อมาด้วยราคา 199 บาทตามตลาดนัด ก็สภาพเปื่อยผุพังเกินเยียวยาแล้ว ใครสักคนบอกว่า “รองเท้าดีๆ จะพาเราไปในที่ดีๆ” และ “สาวๆ ควรซีเรียสกับรองเท้าที่พวกเธอใส่มากกว่านี้” โอเค…ฉันต้องซื้อมัน ฉัน “จำเป็น” ต้องมีมัน แบงค์ร้อยสี่ใบในกระเป๋าเคทสเปดสีชมพู (ที่ได้มาฟรี เพราะเพื่อนซื้อให้เป็นของขวัญตอนสอบเข้า ป.โท ญี่ปุ่นได้) กำลังเต้นแซมบ้ารัวๆ ฉันได้ยินเสียงกลองสะบัดชัยดังกึกก้อง

แต่ช้าก่อน…

นั่นก็เสื้อผ้าลดราคานี่นา ดูสิ เดรสที่ถูกตัดเย็บและออกแบบอย่างดีในราคาที่เซลแล้วเหลือหลักร้อย (ห้าหกเจ็ดแปดร้อย) เดรสสีเทาดูแคชชวลความยาวเหนือเข่านี้ช่างเหมาะกับบิสสิเนสทริปไปกรุงเทพฯ รอบนี้ของฉันจริงๆ ถ้าฉันใส่มันกับรองเท้าสีเบจโทนชมพูของ F.O.F มันคงทำให้ฉันโดดเด่นกลางฝูงชนไม่ต่างจากพิมฐา-เนตไอดอลใน IG ที่มีคนตามเป็นล้านคนนั้น อุ้ย! ตรงนั้นคือเสื้อเชิ้ตผ้าลินินที่เมื่อเอามาทาบกับตัวแล้วทำให้ฉันดูเป็นผู้หญิงเรียบง่ายแต่โซฟิซิเคททิดในเวลาเดียวกัน (ทำไมไม่ใช้ภาษาไทย???) เสื้อเชิ้ตราคา 590 พวกนี้ใส่ไปวัดได้ (ตอนนี้ฉันทำงานเกี่ยวข้องกับวัด) มันไม่หวือหวาแต่มันก็ตอกย้ำความพิเศษของคนใส่ (แน่ใจ?) อ๊า!!! ตรงนั้นมีจั๊มพ์สูทสีเขียวมรกต เอ๊ะ มันเหลือแต่ไซส์ M ขณะที่ปกติฉันใส่ไซส์ S … แต่เอาเถอะ เอามาทาบแล้วดูตัวเองในกระจก อุ้ย! ดูดีเหลือจะกล่าว “มันเหมาะกับฉัน มันเกิดมาเพื่อชั้น” อยู่ๆ เสียงนี้ก็ดังก้องไปก้องมา นี่คือยากล่อมประสาทชั้นดีที่ทุนนิยมเสรีสร้างขึ้นมาสินะ

แต่ยังก่อน… ฉันอยากได้ครีมบำรุงหน้านี่นา ที่ฉันมาเซนทรัลในวันนี้เพราะฉันอยากได้ครีมบำรุงหน้า ตอนนี้หน้าฉันเยินมาก สิวจำนวนมากผุดขึ้นมาไม่ได้หยุด ผิวแห้งผากยังกะทะเลทรายตอนกลางของเมืองจีน ตาคล้ำย้อย โอ้ย…ไม่ได้นะ โซฟิซิเคททิดเกิร์ลจะต้องดูดีจากภายในสู่ภายนอก ฉันจะเอาหน้าพังๆ ไปบิสสิเนสทริปที่ กทม. ไม่ได้ ไม่มีวัน! ชั้นไม่ยอม

ว่าแล้วฉันก็พาร่างไปยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ Biotherm ญาติคนหนึ่งเพิ่งแนะนำให้ฉันใช้แบรนด์ตัวนี้ และจากที่เข้าไปอ่านรีวิวในพันทิปและดูคลิปยูทูปของเหล่าบิวตี้บล็อกเกอร์ พวกเขาล้วนแต่พรรณาถึงคุณงามความดีของเจ้า Biotherm Life Plankton Essence จนฉันกะว่าจะมาถามหาตัวทดลองเสียหน่อย (ราคาคงไม่มากมั้ง) ทว่าพอพนักงานขายเสียงเจื้อยแจ้วบอกว่า เอสเซนส์ปริมาณ 125 ml มีราคา 2,500 บาท และเซล 10 % วันนี้วันสุดท้าย คำว่า “เซลวันนี้วันสุดท้าย” ฮุกหมัดเด็ดเข้าที่หน้าฉันเต็มๆ ฉันจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไม่ได้ คำว่า “เซล” ไม่ได้โผล่มาทุกวัน

เอ่อ…แม้มันจะแค่ 10% ก็ตามทีเถอะ

“เรามีบริการตรวจสภาพใบหน้าฟรีให้ด้วยนะคะ” เสียงเจื้อยแจ้วของเธอยังคงตามมา ฉันหยิบกระเป๋าเคทสเปดสีชมพูออกมาตรวจตรา อ๊ะ! ฉันมีตังค์ 2,300 บาท เหลือพอจะจ่ายราคาที่ลดลงมาแล้ว 10 % แต่แล้วเธอก็ยังไม่หยุด!!!

“คุณลูกค้าสนใจตัวนี้ไหมคะ เป็นแพ็กเอสเซนส์บวกกับครีมบำรุงตัวอื่น ปกติขายที่ราคา 2,xxx ตอนนี้ลดแล้วก็เหลือ” เธอเว้นจังหวะเพื่อจิ้มเครื่องคิดเลข “2,4xx บาท”

เอาแล้วสิ!!! ตัวกิเลสเต้นเร่าๆ ฉันตัดสินใจแล้วว่า ฉันซื้อ Life Plankton Essence แน่ๆ แต่ตอนนี้ฉันอยากได้ไอ้ครีมบำรุงอีกสองตัวที่โผล่มาด้วยนี่ ทว่าเงินสดฉันไม่พอ และเอทีเอ็มก็อยู่ตั้งชั้นสาม ในทิศตรงกันข้ามกับเคาน์เตอร์นี้เลย วันนี้วันอาทิตย์ มีคนต่อคิวกดตังค์เต็มไปหมด เอาไงดี…แต่ฉันอยากได้ เพิ่มเงินอีกนิดหน่อยเอง แล้วหนังหน้าของฉันจะถูกกู้ชีพด้วยเซ็ตความงามจาก Biotherm! ไม่ใช่แค่ 1 ตัว แต่เป็น 3 ตัว … เอาล่ะ! ตัดสินใจแล้ว ฉันจะไปกดตังค์

ฉันหายไปนานกว่า 15 นาทีแล้วจึงเดินกลับมา ตอนที่หายไปจากเคาน์เตอร์ความลังเลที่จะจับจ่ายก็เกิดขึ้น “นี่ฉันกำลังเสียเงินกว่าสองพันไปเพื่อครีมบำรุงผิวนี่นะ?” “เฮ้ยแก…พอนด์ฟลอเลสไว้กับนีเวียกระปุกน้ำเงินที่ใช้อยู่ไม่ดีตรงไหนวะ?” คำถามมากมายดังก้องอยู่ในหัว ใบหน้าของปราชญ์ชาวบ้านที่ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงโผล่มาเรื่อยๆ ฉันคิดถึงแม่ แม่ไม่เคยใช้ Biotherm แล้วฉันจำเป็นต้องใช้มันไหมวะ? เดี๋ยวนะ เดี๋ยวก่อน ฉันควรจะกลับไปอ่านรีวิวอีกสักรอบก่อนซื้อดีไหม? ทว่าก่อนที่ฉันจะหันหลังเปลี่ยนใจ สองเท้าที่คีบรองเท้าแตะอยู่ก็พาฉันมาหยุดอยู่ที่เคาน์เตอร์ Biotherm อีกคราว

และคราวนี้ ฉันรู้สึกว่า นี่คือสิ่ง “จำเป็น” ของชีวิต

ฉันอยากมีชีวิตโซฟิซิเคททิดที่มาพร้อมกับหนังหน้าใสเปล่งปลั่งมีออร่าอย่างปู ไปรยา นี่นา

เอาล่ะ…เอาล่ะ ถึงเวลาสำคัญสุดๆ แล้ว พิธีกรรมสำคัญของทุนนิยมเสรี เรามาแลกเปลี่ยนอย่างเสรีกันเถอะ ฉันยื่นเงิน 2,4xx บาท ให้กับพนักงาน (พร้อมแนบบัตร The 1 Cardติดไปด้วย) ส่วนเธอก็ยื่นเซต Biotherm ที่ประกอบด้วย Life Plankton Essence 125 ml และอื่นๆ อีกสองอย่างมาด้วย ชั่วขณะนั้น ฉันรู้สึกใจหาย (นิดนึง) แต่ก็มีความหวังเรืองรองเกิดขึ้น ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดบาปเสียหน่อย เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ เราอยู่ในตลาดเสรี และตอนนี้ฉันได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้กระเตื้องขึ้นบ้างแล้ว!!!

ก่อนเดินออกจากห้างเซนทรัล ฉันแวะไปดูรองเท้า F.O.F อีกครา ที่บ้านที่ฉันพักอยู่ตอนนี้ มีรองเท้าผ้าใบสีแดงที่ซื้อมาจากบิ๊กซีเมื่อหลายเดือนก่อน ฉันมีแตะสีม่วงปอนๆ ไว้ใส่ทำงานในพื้นที่ชนบท มีรองเท้าผ้าใบสีม่วง Nike ไว้ออกวิ่ง และมีรองเท้าบัลเล่ต์ชูสีดำเก่าโทรมไว้เผื่อใส่ออกงาน … มันถูกต้องและเหมาะสมแล้วที่ฉันจะซื้อรองเท้าเพิ่มอีกคู่ รองเท้าที่ดูดี ที่มันจะนำพาฉันไปสู่ชีวิตที่ “ดีๆ” อย่างที่เขาว่ากัน

ชั่วขณะที่ฉันจ่ายตังค์ ฉันรู้สึกถูกปลดปล่อยแต่ก็รู้สึกถูกพันธนาการไปพร้อมๆ กัน … ถ้าฉันไม่มาห้างวันนี้ ฉันก็คงไม่ “จำเป็น” ที่จะ “ต้องการ” ของพวกนี้ ฉันคงมีชีวิตอยู่กับเสื้อยืดโรงงานตัวละ 50 บาทตามตลาดนัด คีบรองเท้าแตะสีม่วงไปลงพื้นที่ชุมชน และคงไม่รู้สึกนักว่า พอนด์ฟลอเลสไวท์กับนีเวียมีปัญหาและไม่ตอบโจทย์ชีวิต

ชั่วขณะที่ฉันจ่ายตังค์ ฉันรู้สึกถูกปลดปล่อยแต่ก็รู้สึกถูกพันธนาการ…

แต่เอาเถอะ ฉันได้ทำให้สังคมและเศรษฐกิจไทยดีขึ้น

มันเป็นความ “จำเป็น” เร่งด่วนที่ฉันต้องช่วยเหลือประเทศตัวเอง

ฉันคิดในใจ ขณะเหลียวมองดูถุง Biotherm และรองเท้า F.O.F ที่ตัวเองเพิ่งใช้เงินสดซื้อมา

ปู ไปรยา, ฉันกำลังไล่ตามเธอทันแล้วล่ะ!

35454

Life and the Prisoner

 

I went to hospital the other day. And the morning after, I got bitten by a scorpion. In that moment, my mind deluded myself that I was going to die. But hey! It was just a baby scorpion, Tiktok! Don’t be such an annoying drama queen!

OK! I am not dying. And the first half of 2016 has passed. 52% of UK voted Brexit. Horrible violence is spreading everywhere. Bill Gates commented on Thailand’s messy wires. Military Junta and our BELOVED PM are doing really FINE (because they hold on to GT200, I guess). And someone has just walked away from my life, and I felt really great.

OK. Here comes the drama queen part.

Well… He’s not a lover. His name is Kaye. He once was a prisoner, an due to my current work, I have to deal with prisoners and also villagers in the Northeastern Thailand. Kaye was one of them. He was about to get out of jail when we met. It was my second day at work, alone, in the far far away land. I lived in the temple at that time. Every weekday, around 9 o’clock, 20 prisoners would arrive at the temple and use their skills to construct a new & temporary prison, well, in the temple area. Kaye worked at the kitchen, where I visited quite often (of course). He called me as “Pi Tiktok” since we first met, which means “Older Tiktok”. I am still curious until these days about how he knows that I am older than him.

I can’t say we were close. Also I can’t say that we created strong friendship bond. I was just working in the temple (and villages), and Kaye was just working in the kitchen, waiting for his last day in prison. Sometimes I was mad at what he said to me and I would be silent for a while. Many times he and his technician skill helped me fixed my 6-year old motorcycle. No need to talk about food. His cooking was excellent. And he was a good listener. And then one day he spoke up that he would be out of jail, soon. “Tomorrow”, he said. “Tomorrow?” I repeated. At that time I have moved out to live in the nearby village, and rarely hang out (work, actually) in the temple anymore.

So it means, “tomorrow” was the last day that I could see him.

On that day, I rode motorcycle, hoping to go to temple. And then the villagers I know asked me to stop by. I visited their house. They served the dessert. We talked for a while and I totally forgot about Kaye. Then one motorcycle was passing by, and Kaye was on the back. I didn’t even recognize him, but fortunately enough that he did. Kaye shouted out my name, “Pi Tiktok”. He waved goodbye from the back of the motorcycle. And then I asked him to stop by.

“Are you leaving?”, I said. He nodded. I didn’t even know where he came from.
“Where do you live?” was my question. He mentioned some place which I never heard of. And then, in the very last moment of goodbye, I gave him cash as a goodbye present. Not much, but enough for his journey home, I guess.

“I am fine.”, he refused to take that cash.
“Take it. It is a gift for your new journey. And please do not revisit your old path.” Actually, I didn’t even know what kind of crime he committed in the past.
“I won’t. Someone contacted me to become the drug dealer again, but I have denied. I won’t go back there.” I think it was not a promise to me, it was a promise to himself.

Then Kaye left. Gone. And that was a month and a half ago.

In life, I know some people who were out of jail and then committed a crime, many crimes, and walked to the prison again. Real life is not simply easy. We all know that the world is not a perfect place full of equal opportunity for everyone. And in the word of my friend; “Not all can be wise.”

I know nothing about Kaye’s life.
But I hope, that I won’t see him again.
It might sound a bit mean, but I seriously hope to not see him again,
…as a prisoner in the temple, where I currently work for.

“Anti-democratic artist” selected for Gwangju exhibition, why? asked Thai cultural activists — Another WORD is Possible

This post is not mine. Reblogged.

 

More than a hundred of ‘cultural activists’ issued the open letter to Gwangju’s exhibition organizers in South Korea asking selection process of Thai artist’s work on the PDRC protest in 2013-2014 Bangkok by Another Word is Possible – AWP Monday May 16, 2016 118 Thai cultural activists collectively named “Cultural Activists for Democracy (or CAD)” […]

via “Anti-democratic artist” selected for Gwangju exhibition, why? asked Thai cultural activists — Another WORD is Possible

[song] きのこ帝国 – 東京 [Tokyo]

 

“The name of this city,
In which I met you, is Tokyo.”

きのこ帝国 – 東京 (MV)

 

 

Tokyo

Waiting for your return, day after day:
I felt that just might be enough,
Once I turn from red to blue.
The name of this city,
In which I met you, is Tokyo.

On a Sunday in August, rain falls;
Thinking there’s no way I could possibly go anywhere,
I stop the clock’s alarm.

It pours,
As if the clear weather of yesterday was all a lie…
I start to feel like making a phone call,
That would go pointlessly on and on.

Imagining you, day after day:
That’s the only reason I’m breathing.
It’s fucked up – it’s so fucked up, but…
The name of this city,
In which I found you, is Tokyo.

A Sunday in August – All of this,
May be nothing more… than a dream…
I stop the clock’s alarm.

I have fantasies that go pointlessly on and on,
-About the time between when you pass through the turnstiles,
To when you hit the road home-
Getting more and more worried.

Even if there is still someone else,
Within your heart…
Beneath this starless sky,
I want to be by your side… pretending not to notice.

Waiting for your return, day after day:
I felt that just might be enough.
Light comes shining in through the window.
The name of this city,
In which I met you, is Toky.

 

 

Translate to English by

credit: http://www.lyrical-nonsense.com/lyrics/kinoko-teikoku/tokyo/#page=English

[fangirl] ซีรีส์ตระกูล Reply กับหนังตระกูล Sunset

คิดว่าซีรีส์ตระกูล Reply ของเกาหลีใต้ คือสิ่งที่แทนค่าได้คล้ายกันกับหนังตระกูล Sunset on the 3rd Street ของญี่ปุ่น (อย่าเพิ่งด่าว่าเอามาเทียบกันได้ไง)

คือถ้าเกาหลีใต้จะมีหนังแนวรำลึกอดีตแบบ nostalgia ก็มีทีมงาน Reply นี่แหละที่จะทำได้ในอารมณ์และโทนแบบที่หนัง Sunset ของญี่ปุ่นทำ

ถามว่า ทำไมคนไทย (และอาจจะอื่นๆ) ถึงอินกับหนัง Sunset?

นั่นอาจเพราะเราเติบโตมาแบบค่อนข้างรู้จักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมากกว่า (ยอมรับเถอะว่าเราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเกาหลีมาก่อนเลย) ทำให้เราอินกับฉากหอคอยโตเกียว และฉากที่ญี่ปุ่นค่อยๆ กู้ชาติกับโอลิมปิกปีนั้น (ปีไหนนะ)

ขณะที่ซีรีส์ Reply ก็ให้ประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของเกาหลี ผ่านชีวิตเล็กๆ ความสัมพันธ์ของครอบครัวและชุมชน นี่มันกลิ่นเดียวกับหนังตระกูล Sunset เป๊ะ!

ใน Reply 1988 มีฉากโอลิมปิกที่โซล ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์น่าตื่นเต้นในประวัติศาสตร์เกาหลีเช่นกัน แต่สิ่งที่เด่นชัดในส่วนของประวัติศาสตร์ที่เล่าสองชาติ อาจจะเห็นว่า ความทรงจำแบบ nostalgia ของเกาหลี เมื่อมองย้อนไป มักจะเกี่ยวพันกับอุตสาหกรรมบันเทิงเป็นหลัก ในซีรีส์ตระกูล Reply สิ่งที่มักจะปรากฏร่วมเป็นกิจกรรมของตัวละครในเรื่องคือ การร่วมดูทีวีรายการเพลงหรือรายการบันเทิง (นอกเหนือจากการเล่าถึงแมคโดนัลด์สาขาแรกที่อัพกุจอง หรือการเข้ามาของสินค้าอเมริกัน)

ขณะที่การเล่าเรื่องย้อนอดีตของญี่ปุ่น อาจมีสิ่งอื่นโผล่มาด้วย เช่น สินค้าต่างๆ เช่น ซาวด์อะเบ้าท์ของโซนี่ รถยนต์โตโยต้า (หรือซูซุกิ) อะไรเทือกนี้ (เพราะคิดออกแค่นี้…ง่วง)

จบ.

บทเพลงของภาคการศึกษา

ภาคการศึกษาแรกของชีวิตปริญญาโทในโตเกียว ฉันไม่มีบทเพลงประจำตัว

 มันเริ่มต้นด้วยอากาศเย็นของฤดูใบไม้ร่วง ก่อนจะตามมาด้วยความเหน็บหนาวร้ายกาจของฤดูหนาว อากาศโหดร้ายไม่พอ ชั้นเรียนปริญญาโทที่เต็มไปด้วยหัวกะทิมากมาย ยิ่งทำให้ฉันหดหู่ที่เรียนตามคนอื่นไม่ทัน

 ฉันต้องเดินเท้าไปเรียนทุกวัน 30 นาที แต่ในภาคการศึกษาแรกนี้ ฉันไม่มีแก่ใจจะเปิดเพลงฟัง

 

 ภาคการศึกษาที่สองโผล่มาพร้อมสีสันของซากุระ ใบไม้ผลิแม้จะแปรปรวน แต่ฉันกลับรู้สึกตกหลุมรักภาคการศึกษานี้

ฉันสูดกลิ่นแดดอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิเข้าปอด ขณะเริ่มกดปุ่มเพลย์เพลง Little Lou, Prophet Jack, Ugly John ที่ Norah Jones ร้องคู่กับ Belle & Sebastian

 ฉันฟังเพลงนี้ซ้ำไปซ้ำมาตลอดภาคการศึกษานี้ ท่อนเริ่มต้นที่ร้องว่า “What a waste, I could have been your lover. What a waste, I could have been your friend.” น็อกฉันเสียอยู่หมัด ส่วนท่อนถัดมาที่ร้องว่า “Perfect love is like a blossom that fades so quick. When it’s blowing up a storm in May.” ก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าพายุเดือนพฤษภาคมที่โหมถล่มโตเกียวดูโรแมนติกดี

 ภาคการศึกษานั้น ฉันอายุ 33 ปี และฉันมักคิดถึงคำว่า “What a waste” อยู่บ่อยๆ

 ฉันพลาดอะไรไปบ้างในวัยยี่สิบ และฉันจะพลาดอะไรอีกไหมในวัยสามสิบฉันใส่หูฟัง เดินกางร่มฝ่าพายุฝนไปมหาวิทยาลัย พลางคิดสงสัย

 

 ใบไม้ร่วงกลับมาเยือนโตเกียวอีกรอบ ภาคการศึกษาที่สามนี้ ฉันชอบเปิดฟังเพลง “Song for Someone” ของ U2

I was told that I would feel

Nothing the first time”

 ตอนไปทริปคณะที่แหลมอิสุ ขณะรถบัสเคลื่อนตัวผ่านอุโมงค์อันดูยาวนานไม่มีที่สิ้นสุดของไฮเวย์ทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพลงท่อนนี้ดังขึ้น

 รู้ตัวอีกที ฉันก็ฟังเพลงนี้ไปจนจบภาคการศึกษา

 

 ภาคการศึกษาสุดท้าย ใบไม้ผลิหมุนเวียนมาใหม่ ฉันฟังเพลง Crush ที่ปาล์มมี่ ร้องกับ Erlend

He remember feeling something between them walking close

He wondered he should make a move

but the chance would never come”

 ลมฤดูร้อนพัดมาชีวิตนักศึกษาปริญญาโทในโตเกียวใกล้จะจบลงแล้วสินะ

 

 ตลอดสองปีที่อยู่โตเกียวนั้น ฉันไม่เคยไปหลายสถานที่

ชีวิตส่วนมากถูกใช้ไปกับถนนเส้นที่ลากผ่านย่านยานะกะไปสู่มหาวิทยาลัยโตเกียว

ฉันเดินเท้า 30 นาทีเป็นกิจวัตร

ฉันฟังเพลงเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา

เพลงเหล่านี้คือตัวแทนความทรงจำของแต่ละภาคการศึกษา

เมื่อฮัมเพลงเหล่านี้ภาพการเดินเท้าในโตเกียวจะกลับมา

 

รวมถึงเรื่องราวในระหว่างนั้นเรื่องราวที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในสี่ภาคการศึกษาในมหาวิทยาลัยโตเกียว

ยุกติ มุกดาวิจิตร: ปัญหาในงานเขียนของนักศึกษา

หมายเหตุ: อ่านแล้วเห็นว่าน่าสนใจ เลยนำมาโพสไว้ เพื่อเก็บไว้อ่านซ้ำๆ ด้วยอีกทาง

ที่มา: http://blogazine.pub/blogs/yukti-mukdawijitra/post/5561#sthash.l4h85ZUG.dpuf

 

 

 

ยุกติ มุกดาวิจิตร: ปัญหาในงานเขียนของนักศึกษา

5 พฤศจิกายน, 2015 – 15:27 | โดย yukti mukdawijitra

สำหรับการศึกษาระดับสูง ผมคิดว่านักศึกษาควรจะต้องใช้ความคิดกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเป็นระบบ เป็นชุดความคิดที่ใหญ่กว่าเพียงการตอบคำถามบางคำถาม สิ่งที่ควรสอนมากกว่าเนื้อหาความรู้ที่มีอยู่แล้วคือสอนให้รู้จักประกอบสร้างความรู้ให้เป็นงานเขียนของตนเอง ยิ่งในระดับปริญญาโทและเอกทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ถึงที่สุดแล้วนักศึกษาจะต้องเขียนบทความวิชาการหรือตัวเล่มวิทยานิพนธ์ หากไม่เร่งฝึกเขียนอย่างจริงจัง ก็คงไม่มีทางเขียนงานใหญ่ ๆ ให้สำเร็จด้วยตนเองได้ในที่สุด

ถ้าไม่นับว่างานเขียนของนักศึกษามีปัญหาตั้งแต่การตั้งโจทย์ของการศึกษาแล้ว คือถ้ายกปัญหาของการค้นคว้าวิจัยออกไปก่อน สมมติว่าคุณทำวิจัยเป็นแล้ว หรือทำยังไม่เป็นก็แล้วแต่ ขอให้เข้าใจว่า ปัญหาการเขียนเป็นคนละส่วนกับปัญหาการทำวิจัย แม้ว่ามันจะแยกออกจากกันได้ยากยิ่งนักก็ตาม ในข้อเขียนนี้ ผมอยากจะเสนอเฉพาะปัญหาของงานเขียนที่พบบ่อย

จากประสบการณ์การอ่านงานนักศึกษาและอาจารย์ตลอดเกือบ 20 ปี ของการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของผม (นับดูแล้วน่าตกใจเหมือนกัน ผมเริ่มเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยตั้งแต่อายุ 28) ผมอยากจะแบ่งปันปัญหาของงานเขียนที่พบดังนี้

  1. ปัญหาการเรียบเรียงความคิด  

ปัญหานี้เห็นได้จากการเขียนโดยไม่แบ่งย่อหน้า นักศึกษาจำนวนมาก แม้ในระดับปริญญาโทหรือเอก หรือนักศึกษาต่างประเทศในประเทศที่การอุดมศึกษาดีมากก็ตาม บางคนก็เขียนแบ่งย่อหน้าไม่เป็น รายที่เลวร้ายที่สุดที่ผมเคยเจอคือ เขียนเรียงความยาว 5 หน้าโดยไม่แบ่งย่อหน้าเลย

หากใครจำคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ตั้งแต่เด็ก ๆ ได้ก็จะทราบว่า การเขียนเรียงความต้องแบ่งเนื้อหาเป็น 3 ส่วน ได้แก่ บทนำ เนื้อหา และบทสรุป ในส่วนของเนื้อหา หากมีประเด็นอภิปรายหลายประเด็น แต่ละประเด็นก็ควรจะแบ่งออกเป็นย่อหน้า

นอกเหนือการรูปแบบการนำเสนอ ผมบอกนักศึกษาเสมอว่าการแบ่งย่อหน้าแสดงการจัดระบบความคิด แสดงให้เห็นว่าผู้เขียนแยกแยะประเด็นที่นำเสนออย่างชัดเจน หากจะเรียนการเขียนงานวิชาการจากนักวิชาการอาชีพ บทความที่ดีให้ดูประโยคแรกของแต่ละย่อหน้า จะเป็นประโยคที่สรุปใจความสำคัญของย่อหน้า ถ้าอ่านตามแค่ประโยคแรกไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นเค้าโครงของงานทั้งหมด แต่หากจะเข้าใจว่า เค้าโครงนั้นได้รับการอธิบาย ถูกให้เหตุผล ให้ข้อมูลสนับสนุน ได้รับการขยายความให้น่าเชื่อถืออย่างไร ก็ต้องอ่านเนื้อความรายละเอียดของแต่ละย่อหน้า

ฉะนั้น งานเขียนทางวิชาการจึงต้องเริ่มด้วยการวางเค้าโครง แล้วแตกแต่ละประเด็นใหญ่เป็นประเด็นย่อย ๆ หากแต่ละประเด็นย่อยมีรายละเอียดมาก ก็แตกลงเป็นประเด็นย่อย ๆ อีก แต่ละประเด็นเหล่านั้นก็จัดแบ่งเป็นส่วนๆ ตามประเด็นใหญ่ ส่วนประเด็นย่อย ๆ ก็เรียบเรียงเป็นย่อหน้าย่อย ๆ ลดหลั่นกันไป

ยังมีปัญหาอื่นๆ อีกมากมายที่ผมพบในงานเขียนของนักศึกษา เช่น การไม่เข้าใจรูปแบบการประพันธ์ทางวิชาการ เช่นว่า แยกไม่ออกระหว่างบทคัดย่อ บทนำ และบทสรุป หรือไม่เข้าใจว่าจะเขียนบททบทวนวรรณกรรมอย่างไร เขียนบททบทวนทฤษฎีอย่างไร ตลอดจนปัญหาการการอ้างอิง ระบบการอ้างอิง การใช้ภาษา การใช้คำ การใช้เครื่องหมายวรรคตอน รูปแบบฟอนต์และการจัดวางหน้ากระดาษ ฯลฯ นี่ยังไม่นับว่า ในการเขียนงาน ethnography ทางมานุษยวิทยาปัจจุบันยังมีบทพรรณนาหลายแบบ เช่น การเล่าสถานที่ การเล่าบุคคลิกคน การใช้คำเรียกคน ฯลฯ

  1. ปัญหาแนวการประพันธ์ทางวิชาการ  

นักศึกษาไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกฝึกให้อ่านและเขียนงานวิชาการมากพอ จึงไม่คุ้นเคยและไม่เข้าใจวิธีการเขียนหลายๆ แบบ

งานเขียนทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มี “genre” หรือแนวการประพันธ์หลายแบบ นี่ผมกำลังพูดถึงเฉพาะงานเขียนที่อยู่ในขนบแบบ realism คือประจักษ์นิยม ซึ่งเป็นแบบงานประพันธ์ส่วนใหญ่ของงานวิชาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เท่านั้นนะครับ ยังไม่ได้พูดถึงแนวการเขียนแบบนอกลู่นอกทางเป็นแนวทดลองอะไร (หากมีเวลาและหากจำได้ว่าได้ทิ้งประเด็นนี้ไว้ค่อยว่ากัน) แต่ถึงอย่างนั้น ในผลงานชิ้นเดียวกันนั้นก็ยังอาจประกอบไปด้วยหลายแนวการประพันธ์

ยกตัวอย่างเช่น บทคัดย่อ บทนำ บทสรุป สามบทนี้อาจจะดูคล้าย ๆ กัน หากแต่ว่า แต่ละบทจะ “สรุป” อะไรแตกต่างกัน โดยทั่ว ๆ ไปผมใช้หลักดังนี้

– “บทคัดย่อ” ต้องบอกคำถามหรือโจทย์หลักหรือสาระหลักของบทความ ควรสรุปได้ประโยคเดียว จากนั้นต้องบอกกรอบการศึกษาหรือทฤษฎีที่ใช้อย่างละประโยค บอกวิธีการศึกษา และบอกว่าเค้าโครงหลักของบทความอีกอย่างสังเขป

– “บทนำ” อาจจะเท้าความถึงความสำคัญของประเด็นที่จะเขียนถึง บอกข้อเสนอของบทความพร้อมอธิบายเหตุผลสั้นๆ แล้วบอกเค้าโครงของบทความ ซึ่งสามารถขยายความออกมาจากบทคัดย่อได้

– “บทสรุป” ไม่ใช่แค่สรุปเนื้อหา แต่ต้องกลับมาสร้างข้อถกเถียงทางทฤษฎี ถกเถียงกับโจทย์ที่ตั้งไว้ และสรุปให้เห็นว่าบทความนี้ให้อะไรเพิ่มเติมไปจากที่เคยศึกษากันมาแล้วบ้าง

สำหรับบทพรรณนานั้น ก็ยังมีแนวการประพันธ์หลายแบบ เช่น “ข้อถกเถียงทางทฤษฎี” กับ “การทบทวนวรรณกรรม” แม้จะมีความคล้ายคลึงกัน แต่ก็แตกต่างกันอย่างสำคัญที่วัตถุประสงค์ นั่นคือ การทบทวนทฤษฎีทำเพื่อให้รู้ว่าเราวางกรอบการศึกษาของเราอย่างไร วางอยู่ตรงไหนในโลกของข้อถกเถียงเรื่องนี้ ส่วนการทบทวนวรรณกรรมทำเพื่อให้รู้ว่า เราจะทำอะไรที่แตกต่างหรือเสริมเพิ่มเข้าไปในกลุ่มงานที่ทำเรื่องเดียวกันอยู่แล้วอย่างไร

“บทความทบทวนความรู้” (review article) กับ “บทความวิจัย” (research article) มีความแตกต่างกัน แต่ผมไม่ได้ใช้หลักการแบ่งแบบที่หน่วยราชการไทยใช้ เพราะชาวโลกเขาไม่ใช้วิธีนี้กัน ถ้าอยากรู้ว่าชาวโลกเขาเขียน review article กันอย่างไร ก็ให้ไปหาบทความจากวารสารที่มีชื่อขึ้นต้นด้วย annual review of อะไรก็แล้วแต่ตามแต่สาขาที่คุณสนใจ ก็จะได้แนวทางการเขียน หลักสำคัญคือ การเข้าใจความเป็นมาและตื้นลึกหนาบางของความรู้ในประเด็นที่เราสนใจอยู่ แต่ว่าสัดส่วนของบททบทวนวรรณกรรมที่เขียนในบทความวิจัย กับสัดส่วนในงานวิจัยขนาดใหญ่อย่างวิทยานิพนธ์ ย่อมต่างกัน

ส่วนบทความวิจัย ปัจจุบันนี้สิ่งหนึ่งที่ผมเบื่อหน่ายและไม่อยากเป็น reviewer งานบทความวิจัยของวารสารไทยอีกต่อไปก็เพราะวิธีการเขียนรายงานการวิจัยแบบวิทยาศาสตร์ธรรมชาติเข้ามาครอบงำการเขียนบทความวิจัยในวารสารภาษาไทย อิทธิพลนี้มากเสียจนงานเขียนทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์หมดเสน่ห์เฉพาะตัวไปเลย

งานเขียนแบบวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ หรือ hard sciences มักแยกข้อมูลออกจากบทวิเคราะห์ นำเสนอข้อมูลก่อนแล้วค่อยเสนอบทวิเคราะห์หรือข้อค้นพบ แต่การเขียนทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้น เพราะเชื่อในคนละหลักปรัชญาความรู้กัน วิธีการเขียนจึงต้องนำเสนอข้อมูลและการวิเคราะห์ไปพร้อมๆ กัน แล้วจึงค่อยๆ ยกระดับการวิเคราะห์ให้นำไปสู่การสังเคราะห์ความรู้ขึ้นมาจนสามารถตอบโจทย์ที่เราตั้งไว้แต่แรก หรือสามารถบอกเล่า อธิบายรายละเอียด จนนำมาสู่ข้อสรุปที่เราเสนอไว้แต่แรกได้ในที่สุด

ถ้าถามว่า สิ่งที่ชาวโลกเขาทำกัน ทำไมเราไม่ทำ ข้อนี้สันนิษฐานอย่างปรามาสได้ว่า เพราะผู้ใหญ่ที่มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในประเทศไทยไม่รู้ว่าชาวโลกปัจจุบันเขาทำกันอย่างไร หากพวกท่านไม่ได้ไปเสนอผลงานวิชาการต่อชาวโลกมานานแล้ว ไม่ได้พิมพ์บทความในวารสารวิชาการระดับโลกมานานแล้ว พวกท่านเหล่านั้นก็คงไม่ได้อ่านงานวิชาการของชาวโลกมานานแล้ว ก็จึงไม่รู้ว่าวิธีที่พวกท่านกำหนดให้นักวิชาการผู้น้อยเดินตามนั้น มันตกยุคตกสมัยไปแค่ไหน มันผิดขนบความรู้ไปแค่ไหน จริงหรือเปล่าลองไปค้นหาดูว่าผู้ใหญ่เหล่านั้นเป็นใครกัน

หากจะเรียนรู้วิธีการเขียนเหล่านี้ให้ดี นักศึกษาก็ต้องอ่านให้มาก แล้วไม่ใช่อ่านเฉพาะเนื้อหา แต่อ่านรูปแบบด้วย อ่านแนวการประพันธ์ด้วย อ่านขนบการเขียนงานวิชาการด้วย

  1. ปัญหาการการอ้างอิง  

ปัญหานี้ดูเหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่พอ ๆ กับปัญหาการเรียบเรียงบทความเลยทีเดียว หากไม่เข้าใจว่ามีอะไรบ้างที่ต้องอ้าง แล้วทำไมต้องอ้างอิง ก็จะไม่เข้าใจการอ้างอิง

มีอะไรบ้างที่ต้องอ้างอิง มีอะไรบ้างที่พูดลอย ๆ โดยไม่ต้องอ้างใครก็ได้ หลักการง่ายๆ ข้อหนึ่งคือ ข้อความหรือความรู้อะไรที่ “รู้กันทั่วไปแล้ว” เช่น “สังคมมีสถานะบางอย่างแตกต่างจากปัจเจกบุคคล” “ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเสียที” ประโยคเหล่านี้เป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้ว เป็นความเห็นทั่ว ๆ ไปอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องอ้างว่าใครพูดก็ได้

แต่ประโยคประเภทที่ว่า “สังคมมีลักษณะเชิงโครงสร้าง” ข้อนี้อาจจะต้องอ้าง Emile Durkheim เพราะมีแนวคิดที่แย้งทัศนะอย่างนี้แบบตรงไปตรงมา เช่นทัศนะแบบ symbolic interactionism ที่จะแย้งว่า “สังคมเป็นผลมาจากการตีความกันและกันของคู่ปฏิสัมพันธ์แล้วปรับบทบาทกันไปเรื่อย ๆ” หรือบอกว่า “มนุษย์ล้วนมีความขัดแย้งในจิตใจระหว่างแรงปรารถนาทางเพศกับแรงกดทับครอบงำจากสังคม” ข้อนี้ก็ต้องอ้าง Freud เพราะมีคนเห็นเป็นอย่างอื่น เช่น Gille Deleuze เห็นว่า “แรงปรารถนาเป็นรากฝอยที่เลื้อยไปได้เรื่อย ๆ”

แต่นั่นคือ statement ทางทฤษฎีใหญ่ ๆ ยังมีข้อความที่บางครั้งเป็นความเห็นหรือข้อสรุปย่อย ๆ ต่อปรากฏการณ์บางอย่างหรือต่อการตีความเรื่องบางเรื่อง เช่น “ความขัดแย้งในประเทศไทยขณะนี้มีที่มาจากความกังวลต่อภาวะเปลี่ยนผ่านของอำนาจชนชั้นนำ” ทัศนะทำนองนี้เป็นข้อเสนอที่ยอมรับกันในระดับหนึ่ง แต่ยังสามารถถกเถียงได้ว่าถูกต้องแค่ไหน หรือมีนำ้หนักมากน้อยแค่ไหน หากคุณเขียนข้อความลักษณะนี้ ก็ต้องบอกที่มาที่ไปว่าคิดตามใครหรือไปเอาความคิดใครมา แม้แต่เรื่องที่ผู้เขียนเองค้นคว้ามาเองในการวิจัยหรือบทความก่อนหน้านี้ หากตีพิมพ์แล้วก็ควรอ้างอิงงานตนเองด้วย

นั่นอาจจะช่วยตอบได้บ้างว่า ทำไมจึงต้องอ้างอิง การอ้างอิงส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือหรือเพื่อให้ข้อความที่เราอ้างถึงมีความหนักแน่น หลายครั้งนักศึกษาไม่รู้ว่าควรอ้างใคร หรือแทนที่จะอ้างต้นตอความเห็นหรือความคิด ก็กลับไปอ้างใครก็ไม่รู้ที่อ้างต่อ ๆ มาอีกที ก็แสดงว่านักศึกษายังไม่ได้ค้นคว้าจนถึงต้นตอความคิดจริง ๆ

แต่เหนือขึ้นไปกว่านั้น การอ้างอิงยังทำเพื่อเป็นการให้เกียรติ ให้เครดิต ให้ความเคารพนับถือแก่เจ้าของความคิด นี่เป็นความคิดที่ด้านหนึ่งคือการมองว่า ความรู้คือสินทรัพย์ (property) มีความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ แต่อีกประการคือความคิดที่ว่า ความรู้มีไว้ต่อยอดไปเรื่อยๆ หากไม่อ้างอิงความรู้ ก็จะไม่รู้ที่มาที่ไปและตื้นลึกหนาบางของความรู้ที่มาอยู่แล้ว พร้อม ๆ กันนั้น การอ้างอิงยังเป็นการเผื่อแผ่พร้อมกับเปิดโอกาสให้คนตรวจสอบเรา ช่วยให้คนที่มาอ่านงานเราสามารถไปค้นคว้าต่อ หรือไปตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำได้

ในงานเขียนวิชาการสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เอกสารที่อ้างอิงมักมี 2 ลักษณะคือ 1. แนวคิด 2. หลักฐานข้อมูล อันที่จริงแนวคิดก็ถือว่าเป็นหลักฐานข้อมูลได้เช่นกัน ในกรณีที่เขียนบททบทวนทฤษฎี การอ้างอิงแนวคิดก็คล้าย ๆ กับการอ้างอิงหลักฐานว่า นักคิดคนนั้น ๆ เขาพูดอย่างที่เรานำคำกล่าวเขามาหรือสรุปความคิดเขามาจริง เขาพูดเอาไว้ที่ไหน

ข้อความที่อ้างจึงอาจมีทั้ง ข้อความที่ยกมาอย่างตรงไปตรงมาเลย (direct speech) หรือข้อความที่สรุปคำพูดมาอีกที (indirect speech) อาจสรุปจากส่วนหนึ่งของงาน ซึ่งก็ต้องระบุหน้าให้ชัดว่าจากหน้าไหนถึงหน้าไหน หรือสรุปจากทั้งเล่ม เล่มไหนบ้าง ของใคร ข้อความที่สรุปมานั้นกลายมาเป็นข้อความในผลงานของเราจากตรงไหนถึงตรงไหน ก็ต้องระบุให้ชัด

ส่วนการอ้างถึงหลักฐานข้อมูลก็มักจะเป็นการใช้ข้อมูลที่ได้จากเอกสารทั้งที่ตีพิมพ์และไม่ตีพิมพ์แต่มีแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น เอกสารจากหอจดหมายเหตุ บันทึกข้อความของหน่วยราชการ ส่วนการอ้างข้อมูลจากการสัมภาษณ์ในงานเขียนจากการวิจัยเชิงคุณภาพ หากผู้ให้ข้อมูลขอให้ปกปิดแหล่งที่มาของข้อมูล และผู้เขียนประเมินแล้วว่าเป็นข้อมูลที่จะนำความเสื่อมเสีย ก่อความสุ่มเสี่ยงมาสู่สวัสดิภาพของผู้ให้ข้อมูล ก็ควรปกปิด ทั้งนี้ขึ้นกับวิจารณญาณ ต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป

ทีนี้มาถึงวิธีอ้าง ข้อนี้เหมือนไม่เห็นจำเป็นต้องบอก แต่นักศึกษาก็เขียนไม่เป็นกันมากเสียจนอ่านทีไรก็หงุดหงิดทุกที หากเป็นถ้อยคำ (terms) ประโยคหรือข้อความสั้น ๆ ที่ไม่ได้เป็นคำพูดใหญ่โตที่จะต้องอธิบายยืดยาวหรือต้องทำให้เห็นชัดเจนต่างหาก ก็สามารถอ้างแทรกเข้าไปในบทพรรณนาของเราได้เลยโดยคั่นข้อความไว้ด้วยอัญประกาศ (“…”) แต่หากเป็นคำพูดหรือข้อเขียนยาว ๆ ก็ต้องแยกย่อหน้าต่างหาก ทำย่อหน้าให้เป็นย่อหน้าอ้างอิงให้ชัดเจน ซึ่งก็มักใช้วิธีร่นย่อหน้าเข้ามาจากย่อหน้าปกติสัก tap หนึ่ง แล้วเมื่อกลับเข้าสู่การอภิปรายของตนเองต่อ ก็กลับมาใช้ย่อหน้าปกติ

แล้วจะอ้างอย่างไร โดยทั่ว ๆ ไปมีการอ้างอิงสองแบบ คือ อย่างแรก เอกสารที่ใช้อ้างอิงหรือบรรณานุกรม (references หรือ bibliography) ที่จะอยู่ท้ายบทความหรือท้ายหนังสือ และ อย่างที่สอง การอ้างอิง (citation) สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน

– อย่างแรก เป็นเอกสารทั้งหมดที่เราใช้ แต่ให้เลือกเฉพาะที่เราอ้างอิงถึงในงานจริงๆ เท่านั้น นักศึกษาบางคนเขียนวิทยานิพนธ์แล้วอ้างหนังสือที่อ่านมาทั้งชีวิตการเรียน อย่างนั้นไม่ใช่บรรณานุกรม

– อย่างที่สอง เป็นการอ้างถึงข้อความที่เรายกมาหรือสรุปมา ให้วางตำแหน่งของการอ้างอิงอยู่ท้ายข้อความที่ยกหรือสรุปมา ไม่ใช่วางไว้ข้างหน้าหรือก่อนข้อความที่ยกมาหรือสรุปมา ข้อความที่ยกมาหรือสรุปมาสิ้นสุดประโยคตรงไหน ก็วางไว้ตรงนั้น จะได้รู้ว่า ตรงไหนแน่ที่ยกหรือสรุปมาจากคนอื่น

ทีนี้มาว่ากันด้วยเรื่องที่ดูเหมือนน่าจะรู้กันอยู่แล้วแต่นักศึกษาก็มักไม่รู้ คือระบบการอ้างอิง สำหรับบรรณานุกรม (references or bibliography) มีหลายระบบ แต่ละสถาบันการศึกษาและแต่ละวารสารหรือสำนักพิมพ์จะเลือกระบบที่ตนเองถนัดหรือนิยมชื่นชอบมาใช้ นักศึกษาต้องหาคู่มือการอ้างอิงของแต่ละแห่งมาศึกษาเพื่อปฏิบัติตาม เรื่องนี้ต้องฝึกไว้ตั้งแต่การเขียนบทความส่งในชั้นเรียน เพราะเมื่ออาชีพการงานก้าวหน้าขึ้นก็จะต้องเขียนบทความลงวารสารหรือเขียนหนังสือ ก็จะต้องทำตามข้อเรียกร้องของสำนักพิมพ์ต่าง ๆ อย่างเคร่งครัดเช่นกัน

เนื่องจากระบบการอ้างอิงค่อนข้างซับซ้อนและมีหลายสำนัก หลายระบบ เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมาจึงเริ่มมีโปรแกรมจัดระบบการอ้างอิงในรูปแบบของฐานข้อมูล (database) โปรแกรมเหล่านี้มีทั้งที่เป็น open source software และ commercial software บางสถาบันมีโปรแกรมพวกนี้ให้ใช้ฟรี ข้อดีคือ หากกรอกข้อมูลที่จำเป็นลงในฐานข้อมูลแล้ว โปรแกรมก็จะมีรูปแบบการอ้างดิงของสำนักต่าง ๆ ให้เราเลือก โปรแกรมสามารถจัดให้รูปแบบของการอ้างอิงเป็นแบบที่เราต้องการได้ นอกจากนั้น ยังสามารถเก็บข้อมูลไว้ใช้ได้ตลอดเวลา ผมเองสะสมฐานข้อมูลนี้ไว้ใช้ตั้งแต่เริ่มเรียนปริญญาเอกแล้ว เมื่อไหร่ต้องอ้างอิงก็กลับไปหารายชื่อเอกสารได้ เมื่อไหร่มีเอกสารใหม่ ๆ ก็เพิ่มเข้าไปในฐานข้อมูล

ส่วนการอ้างอิง (citation) มี 2 ระบบ แบบ in-text หรือ social science citation คืออ้างแบบย่อแทรกในเนื้อหา เช่น (ยุกติ 2558: 15) กับอีกแบบคือการอ้างในเชิงอรรถ (footnote) ในบันทึกท้ายบทความ (endnote) แบบนี้มักเรียกกันว่า humanities citation จะแทรกตัวเลขอ้างอิงไว้ตรงท้ายข้อความที่ยกมาหรือสรุปมา แล้วจะมีระบบที่ค่อนข้างซับซ้อนในการเขียนถึงเอกสาร แต่หากใช้บ่อยๆ ผู้เขียนก็จะคุ้นเคยไปเอง

ในโลกวิชาการภาษาอังกฤษ งานเขียนทางมานุษยวิทยา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ วัฒนธรรมศึกษา ฯลฯ หรือแม้แต่วรรณคดีวิจารณ์และภาษาศาสตร์ มักใช้ social science citation ส่วนงานเขียนทางมนุษยศาสตร์ โดยมากคือประวัติศาสตร์ มักใช้ humanities citation แต่ในประเทศไทย ผมไม่ทราบว่าทำไมสำนักพิมพ์ต่าง ๆ มักนิยมใช้ humanities citation กันโดยทั่วไป ผมเขียนบทความทีไร ก็ต้องไปปรับระบบแทบทุกครั้งที่พิมพ์งาน เว้นแต่ในวารสารด้านสังคมศาสตร์ ที่ใช้ social science citation กันมากขึ้น

ถ้าอ้างอิงมาก ๆ บางคนอาจสงสัยว่า แล้วตกลงความรู้เราอยู่ตรงไหน ส่วนหนึ่งวัดได้จากการประกอบความเห็นที่มาจากคนอื่น ๆ เช่น หากทบทวนทฤษฎีหรือทบทวนวรรณกรรมก็ตาม เราประกอบความเห็นจากหลาย ๆ คนแล้วสังเคราะห์ขึ้นเป็นอะไรของเราเองอย่างชัดเจนหรือไม่ หรือนำไปสู่ข้อเสนอหรือคำถามใหม่ ๆ ที่นักคิดหรือนักวิจัยก่อนหน้าเหล่านั้นยังไม่ได้เสนออย่างไร นั่นจึงจะวัดได้ว่ามีอะไรใหม่ในงานของเรา

ฉะนั้น ประโยคที่จะต้องมีในท้ายที่สุดคือ ผู้เขียนบทความในฐานะที่เป็นประธานของการกล่าวสรุป กล่าวแสดงทัศนะ จะมีความเห็นว่าอย่างไร หากไม่มีประโยคเหล่านี้ บทความก็จะเป็นเพียงการนำเอาคำพูดคนอื่นมาวางเรียงกันโดยไม่มีข้อเสนอหรือข้อสรุปของผู้เขียนเอง

  1. ปัญหาการใช้ภาษา  

นักศึกษามีปัญหาการใช้ภาษาไม่น้อยไปกว่าปัญหาอื่น ๆ เรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะนักศึกษาไทย นักศึกษาอเมริกันก็มีปัญหาไปอีกแบบของเขาเอง ที่พูดอย่างนี้เพราะอยากบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของภาษาหรือไม่ก็มีปัญหาการใช้ภาษาได้ทั้งสิ้น ข้อจำกัดของการใช้ภาษาน่าจะมาจากการอ่านหนังสือและเขียนหนังสือน้อย ภาษาที่ใช้จึงไม่เป็นภาษาเขียน ไม่เป็นภาษาทางการ ในงานเขียนของนักศึกษาบางคน แม้ว่าจะเขียนภาษาแม่ของตนเองอยู่ ก็เขียนกระทั่งราวกับเป็นคนต่างประเทศเขียนภาษาตนเองอยู่เลยทีเดียว

ขอเริ่มที่การใช้คำ ปัญหาที่ผมพบบ่อยที่สุดคือปัญหาการใช้คำเชื่อม โดยเฉพาะคำว่า “ซึ่ง” นักศึกษาและนักวิชาการที่มีประสบการณ์การเขียนน้อย จะใช้ “ซึ่ง” โดยไม่จำเป็นบ่อยมาก ที่แย่ที่สุดคือการใช้คำนี้ขึ้นต้นประโยค หรือกระทั่งใช้คำนี้ขึ้นต้นย่อหน้าใหม่ คำว่า “ซึ่ง” ควรใช้เพื่อเริ่มส่วนขยายของประโยค หรือเพื่อเขึ้นต้นประโยครอง เช่น “ประเทศไทยเป็นประเทศสมัยใหม่ซึ่งยังหลุดไม่พ้นประเพณีทางการเมืองที่ล้าหลัง”

นอกจากนั้นยังมีคำว่า “โดย” อีกคำที่นักศึกษาใช้อย่างไม่จำเป็นกันบ่อยมาก บางคนอาจใช้ “โดย” เพื่อสร้างคำวิเศษณ์ (ทั้ง adjective และ adverb) หรือใช้หมายความว่า “เพราะ” ทำให้ประโยคต่อมากลายเป็นประโยคขยายที่เป็นสาเหตุของของประโยคหลัก นอกจากนั้น “โดย” ยังใช้ระบุผู้กระทำการในประโยค

คำทั้งสองนั้น หากใช้บ่อยๆ ถ้าไม่เป็นการทำให้ประโยคซ้อน ๆ กันไปเรื่อยๆ จนยืดยาวอ่านแล้วเหนื่อยและมีส่วนทำลายสาระของเนื้อหา ก็จะเป็นการเชื่อมประโยคเต็ม ๆ หลาย ๆ ประโยคโดยไม่จำเป็น การเขียนไม่จำเป็นต้องร้อยประโยคไปด้วยคำเชื่อมอย่างไม่รู้จบ แต่ควรเชื่อมกันด้วยสาระของเนื้อหาในแต่ละย่อหน้า

ส่วนคำเชื่อมอย่าง “และ” และ “แต่” ก็เป็นคำที่ไม่ควรใช้ขึ้นต้นประโยคหรือขึ้นต้นย่อหน้าด้วยซ้ำ ทั้งสองคำมีคำอื่น ๆ ที่สามารถใช้แทนได้ในฐานะและศักดิ์ศรีที่ดีกว่าเมื่อต้องขึ้นประโยค เช่นคำว่า “นอกจากนั้น” “ยิ่งกว่านั้น” “พร้อม ๆ กันนั้น” หรือหากจะปฏิเสธก็ได้แก่คำว่า “อย่างไรก็ตาม” “แม้กระนั้น” “แต่ทว่า” “หากแต่ว่า” คลังคำที่เป็นตัวเลือกของทั้ง “และ” และ “แต่” อาจจะมีมากกว่านี้ ผู้เขียนงานวิชาการควรรู้จักนำมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขึ้นต้นประโยคและขึ้นต้นย่อหน้า

การใช้คำที่มีปัญหามากอีกกลุ่มได้แก่ การใช้คำที่ใช้เป็นภาษาปากในงานวิชาการ อย่างเช่นคำว่า “เยอะ” “แยะ” การใช้คำเน้นย้ำ เช่น “นั้น” และการใช้คำทับศัพท์ภาษาอังกฤษโดยไม่จำเป็นราวกับคนเขียนกำลังพูดคำภาษาอังกฤษปนไทยในภาษาพูดอย่างไม่ระมัดระวัง

การปรากฏของคำเหล่านี้ในงานเขียนทางวิชาการทำให้งานหมดความเข้มข้นของการเป็นงานเขียนทางวิชาการ อาจารย์ฝรั่งของผมคนหนึ่งสอนเสมอว่า งานเขียนทางวิชาการเป็นข้อเขียนที่เป็นทางการ ฉะนั้นจึงต้องใช้ภาษาทางการ แม้แต่การใช้อักษรย่อ ยังต้องระวังการใช้ หรือที่จริงควรหลีกเลี่ยงที่จะใช้ด้วยซ้ำ (ธรรมเนียมการใช้คำในการเขียนงานวิชาการภาษาอังฤษยังมีเรื่องราวเฉพาะตัวของมันเองอีกมาก ขอไม่เขียนถึง)

เรื่องที่ดูไม่เป็นเรื่อง แต่ก็เป็นปัญหาที่พบบ่อยและชวนหงุดหงิดเวลาอ่านคือการเขียนชื่อคนในงานเขียนทางวิชาการ ชื่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่ปรากฏครั้งแรก จะต้องเขียนทั้งชื่อตัวและชื่อสกุล แต่หากเป็นชื่อภาษาไทย ครั้งต่อ ๆ ไปก็อาจเรียกเฉพาะชื่อตัวก็ได้ ส่วนชื่อภาษาอังกฤษ หากเอ่ยถึงครั้งต่อ ๆ ไปก็ไม่จำเป็นต้องเรียกเต็ม เพียงแต่นักศึกษาไทยจำนวนมากไม่รู้ว่า จะต้องเรียกชื่อสกุลเท่านั้น ห้ามเรียกชื่อคนโดยเรียกชื่อตัวโดด ๆ ในงานเขียนที่เป็นทางการ

สำหรับชื่อไทย นักศึกษาและนักวิชาการบางคนอาจจะต้องการยกย่องให้เกียรตินักวิชาการที่อ้างชื่อถึง ก็จึงใส่ตำแหน่งทางวิชาการอย่างรุงรังไปหมด ตำแหน่งทางวิชาการเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน บางคนเปลี่ยนตำแหน่งสูงขึ้น บางคนเลิกใช้ตำแหน่ง นอกจากนั้น ยังมีความลักลั่นที่บางครั้งผู้เขียนใส่ตำแหน่งทางวิชาการให้เฉพาะนักวิชาการไทย แต่นักวิชาการต่างประเทศกลับไม่ใส่ หรือบางคนก็ใส่ตำแหน่งยกย่องเกินจริง เพราะไม่รู้ว่าเวลานั้นนักวิชาการผู้นั้นตำแหน่งใดกันแน่ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความสับสนลักลั่นเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องใส่ตำแหน่งทางวิชาการของผู้ที่ถูกอ้างถึงก็ได้

ข้อปลีกย่อยแต่ก็เป็นธรรมเนียมที่ทำกันคือ เมื่อกล่าวถึงใครครั้งแรก ๆ แล้ว ก็ควรแนะนำเขาสักเล็กน้อยว่าเป็นนักวิชาการสาขาไหน สัญชาติอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิชาการที่ไม่เป็นที่รู้จักคุ้นเคยดีนัก อย่างเช่น หากกล่าวถึง Karl Marx คงแทบจะไม่ต้องแนะนำอะไร แต่หากกล่าวถึงนักมานุษยวิทยารุ่นใหม่อย่าง David Graeber คงต้องแนะนำกันสั้น ๆ ก่อนที่จะกล่าวว่าเขาเสนออะไร

ปัญหาใหญ่ของงานเขียนนักศึกษาอีกข้อคือการเขียนไม่เป็นประโยค นอกจากการเขียนด้วยการใช้คำเชื่อมต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าประโยคจะสิ้นสุดตรงไหนแล้ว ยังมีประโยคประเภทที่ไม่มีประธานและประโยคขาดอีก

นักศึกษาหลายคนเขียนโดยแทบจะไม่รู้สึกตัวว่ากำลังเขียนภาษาไทยอยู่ จึงเขียนโดยไม่ตระหนักว่าจะต้องเขียนให้เป็นประโยค ประโยคภาษาไทยจะต้องมีประธาน กิริยา และอาจจะต้องมีกรรม ขึ้นกับว่ากิริยานั้นต้องการกรรมหรือเปล่า นักศึกษาจำนวนมากละประธานของประโยค หรือเขียนโดยไม่ตั้งต้นประโยคใหม่ แต่อาศัยประธานของประโยคแรกแล้วใช้คำเชื่อม เชื่อมประโยคต่อไปเรื่อย ๆ วิธีเขียนแบบนี้ทำให้ผู้อ่านสับสน จับไม่ได้ว่าใครหรืออะไรกันแน่ที่เป็นประธานของประโยค

เป็นไปได้ที่ส่วนหนึ่งของปัญหานี้เกิดจากการที่ภาษาไทยไม่มีเครื่องหมายวรรคตอนช่วย อย่างน้อยการใช้ . เพื่อระบุว่าประโยคสิ้นสุดตรงไหนในภาษาอังกฤษและภาษายุโรปอื่น ๆ หรือในภาษาที่ใช้วิธีการเขียนแบบภาษายุโรป อย่างภาษาเวียดนาม อาจจะช่วยให้การเขียนให้เป็นประโยคทำได้ดีขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม นักเขียนภาษาไทยควรมีโครงสร้างประโยคอยู่ในใจเสมอ อย่างน้อยในการเขียนงานวิชาการเป็นการใช้ภาษาทางการ การเรียบเรียงประโยคให้ถูกไวยากรณ์จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงแทบจะไม่ได้ คงมีกรณียกเว้นน้อยมากจนเกือบไม่มีเลยที่แวดวงวิชาการจะอนุญาตให้งานเขียนคุณเป็นงานแนวทดลอง

การใช้สรรพนามก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกี่ยวข้องกัน นี่เป็นปัญหาสากล เกิดขึ้นกับทั้งการเขียนภาษาอังกฤษและภาษาไทย อย่างเช่น บางคนเขียนถึงนักคิดคนหนึ่ง แล้วประโยคต่อมาให้สรรพนามเรียกเขาหรือเธอ แล้วเปลี่ยนไปพูดถึงนักคิดอีกคนหนึ่ง แล้วใช้สรรพนามเหมือนกับคนแรก คนอ่านก็อาจจะสับสนได้ว่า ตกลงกำลังพูดถึงคนไหนกันแน่ บางครั้งอาจต้องระบุชื่อให้ชัดเจนไปเลยหากว่ากำลังสร้างข้อถกเถียงระหว่างนักคิดอยู่

การเขียนประโยคโดยไม่จบประโยคเกิดจากการที่นักเขียนงานวิชาการมือใหม่ไม่แม่นยำกับรูปประโยคเชิงซ้อน ซึ่งต้องมีท่อนแรกและท่อนต่อมาจึงจะจบประโยคสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยคที่เป็นเงื่อนไขต่าง ๆ ได้แก่ “หาก…แล้ว…” “ถึงแม้…หากแต่ว่า…” “เนื่องจาก…จึง…” เช่น บางทีนักศึกษาก็ขึ้นต้นประโยคว่า “หากประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย” โดยไม่มีอีกท่อนหนึ่งของประโยคว่า “แล้วล่ะก็…” ตามมา ก็ถือว่าไม่ยังประโยคหรือเขียนขาดครึ่ง ๆ กลาง ๆ

งานเขียนทางวิชาการมักเป็นงานเขียนที่สร้างข้อถกเถียงที่เป็นเหตุเป็นผลกัน ฉะนั้นจึงมีประโยคเชิงซ้อนที่เป็นเงื่อนไขมากมาย นักศึกษาหรือนักเขียนมือใหม่จึงต้องฝึกฝนจากทั้งการอ่านและการเขียนในการที่จะถอดและประกอบประโยคเหล่านี้จนชำนาญด้วย

ปัญหาใหญ่ของการใช้ภาษาอีกข้อคือการเว้นวรรค การเว้นวรรคในภาษาไทยเป็นสิ่งที่ไม่มีระบบชัดเจน แต่ที่สำคัญที่สุดคือ

  1. จะต้องเว้นวรรคเมื่อจบประโยคเสมอ
  2. บางครั้งในประโยคเดียวกัน หากมีความซับซ้อนมาก ก็มักจะต้องมีการเว้นวรรคบ้าง แต่ไม่ใช่ต้องเว้นวรรคบ่อย บางคนเว้นวรรคถี่เสียจนเสียอรรถรสของการเขียน และทำให้ผู้อ่านอ่านแล้วรู้สึกเหนื่อย
  3. ในกรณีที่ต้องการแสดงรายการของสิ่งที่กำลังกล่าวถึงอยู่ เช่น “ประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยได้แก่ ไทย เวียดนาม และลาว” การเว้นวรรคจะต้องเขียนดังนี้ ไทยเว้นวรรคเวียดนามเว้นวรรคและลาว
  4. จะต้องเว้นวรรคระหว่างอักษรและตัวเลข
  5. บางคนเว้นวรรคตรงคำที่ตนเองคิดว่าสำคัญหรือเว้นวรรคตรงชื่อคน วิธีที่ถูกต้องคือ หากต้องการเน้นคำก็ควรใช้อัญประกาศ หรือ “…” แทนการเว้นวรรค แต่ก็ไม่ควรเน้นคำบ่อย เพราะนอกจากจะทำให้รกรุงรังแล้ว ยังทำให้ผู้อ่านเหนื่อยกับการที่จะต้องเน้นในใจไปด้วยเสมอ รวมทั้งระหว่างชื่อคนก็ไม่จำเป็นต้องเว้นวรรค
  6. ระหว่างอักษรกับเครื่องหมายวรรคตอนบางตัว เช่น (…) , จะต้องศึกษาระบบการเว้นวรรคให้ดีว่าเครื่องหมายแต่ละตัวเว้นวรรคอย่างไร

กล่าวถึงเครื่องหมายวรรคตอนโดยเฉพาะแล้ว ในภาษาไทยแทบจะไม่มีการใช้หรือไม่จำเป็นต้องใช้เลยและไม่ควรใช้ด้วยซ้ำ นอกจากนั้น ในภาษาไทยเองก็มีเครื่องหมายวรรคตอนและสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่มีระบบเฉพาะของตนเอง เช่นเครื่องหมายไม้ยมก (ๆ) ซึ่งผมเองก็เขียนผิดบ่อย ๆ ที่ถูกคือต้องเว้นวรรคทั้งก่อนและหลัง ๆ หรืออย่าง : ที่ในภาษาอังกฤษต้องเขียนด้านซ้ายติดตัวอักษรแต่ด้านขวาต้อองเว้นวรรคจากตัวอักษร แต่ภาษาไทยต้องเว้นวรรคทั้งหน้าและหลัง : แต่ผมก็ติดระบบการเขียนแบบภาษาอังกฤษมามากกว่า

เครื่องหมายวรรคตอนมีความหมายในภาษายุโรปอื่น ๆ อย่างไร ผมเองก็ไม่รู้ได้ รู้แต่ว่าในภาษาอังกฤษมีหลักการใช้ที่ชัดเจนมาก แต่อันที่จริงไม่จำเป็นต้องใช้ในภาษาไทยเลย ยกตัวอย่างเช่นเครื่องหมาย , ที่บางคนใช้คั่นระหว่างคำในการแสดงรายการของสิ่งที่กำลังกล่าวถึงอยู่ อันที่จริงไม่จำเป็นต้องใช้ในภาษาไทย ใช้การเว้นวรรคก็เพียงพอแล้ว

ขณะนี้บางคนติดนิสัยการใช้ – (hyphen) หรือ — (dash) บางคนใช้ตามระบบของการเขียนภาษาอังกฤษ แต่บางคนก็ใช้ผิด ๆ เช่น ใช้ – แทน — ในสมัยก่อน การพิมพ์พิมพ์ดีด หากจะใช้ — ต้องพิมพ์ – สองครั้ง แต่เนื่องจากในปัจจุบันโปรแกรมการพิมพ์มักปรับให้ — กลายเป็นขีดต่อเนื่องกันขีดเดียวโดยอัตโนมัติ จึงทำให้ — ดูคล้าย – แต่หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่า dash จะขีดยาวกว่า hyphen

ขณะที่ hyphen ใช้เชื่อมคำให้กลายเป็นคำใหม่ dash จะใช้สร้างประโยคเชิงซ้อน มันจึงมีหน้าที่แบบเดียวกับ that ,which และ , ในภาษาอังกฤษ แต่ในภาษาไทย การสร้างประโยคซ้อนแบบนี้จะทำโดยใช้คำ ที่ ซึ่ง อัน ไม่มีระบบไหนให้ใช้ — ส่วนการสร้างคำผสม ทั้งการสมาสคำและการสนธิคำ มีหลักการของตนเองในภาษาไทย ไม่จำเป็นต้องใช้ –

อีกเครื่องหมายหนึ่งที่มักใช้กันในการเขียนภาษาไทยแบบทางการปัจจุบันคือ / (forward slash) เครื่องหมายนี้ก็มีระบบการใช้ที่ชัดเจนในภาษาอังกฤษ แต่ในภาษาไทยที่มักใช้กันคือใช้เชื่อมคำในความหมายคล้ายๆ กับคำว่า “หรือ” แต่อันที่จริง ควรเขียนว่า “หรือ” เสียยังดีกว่าใช้ / เนื่องจากบางคนใช้แล้วกลายเป็น “และ” หรือบางคนใช้โดยไม่มีความสม่ำเสมอว่า ตกลงจะให้ / หมายถึงและหรือหรือกันแน่

นักศึกษาและนักวิชาการบางคนอาจติดการใช้เครื่องหมายวรรคตอนเหล่านี้มาจากงานเขียนของนักคิดรุ่นใหม่ ๆ จำนวนมากที่นำเครื่องหมายเหล่านี้มาใช้ในการเขียนเพื่อสร้างระบบคิดที่ผูกพันกับการเขียนอย่างใหม่ ๆ หากนำมาใช้เพื่อการสร้างคำและระบบคิดเหล่านั้นก็ไม่ควรถูกปิดกั้น แต่หากนำมาใช้โดยไม่ได้ตระหนักว่าเป็นการสร้างระบบการคิดและการเขียนแบบใหม่ในภาษาไทย ผมก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องนำมาใช้จนสร้างความสับสนในการสื่อสารมากเกินจำเป็นไปเสียเปล่า ๆ

ขอแทรกเพิ่มอีกเรื่องเกี่ยวกับการใช้ภาษาคือ การวงเล็บคำภาษาต่างประเทศที่ใช้อักษรโรมัน ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน หรืออาจจะเป็นภาษาในเอเชียอย่างภาษาเวียดนามหรือภาษามาเลย์ ปัญหาสำคัญคือนักศึกษาและนักวิชาการจำนวนมากมักขึ้นต้นคำในวงเล็บด้วยอักษรตัวใหญ่ (capital letters) โดยไม่จำเป็นหรือเป็นการเขียนที่ผิดพลาดด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะคำที่ผู้เขียนนำมาวงเล็บกันมักจะเป็นคำที่เป็นมโนทัศน์หรือแนวคิดต่าง ๆ คำเหล่านี้ไม่ใช่คำที่เป็นชื่อเฉพาะ เช่นว่า ไม่ใช่ชื่อคน ไม่ใช่ชื่อสถานที่ จึงไม่จำเป็นต้องขึ้นต้นด้วยอักษรตัวใหญ่ เช่น แนวคิด (concept) ทฤษฎี (theory) ไม่จำเป็นต้องใช้อักษรตัวใหญ่ แม้แต่แนวคิดเฉพาะของนักคิดบางคน เช่น “รากฝอย” (rhizome) ของ Gille Deleuze ก็ไม่จำเป็นต้องใช้อักษรตัวใหญ่ขึ้นต้น นอกจากนั้น เมื่อใส่วงเล็บครั้งหนึ่งในครั้งแรกที่เอ่ยถึงแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องวงเล็บคำเดียวกันซ้ำ ๆ อีกในการกล่าวถึงครั้งต่อ ๆ ไป

อันที่จริงนักศึกษาและผู้เขียนหน้าใหม่จำนวนมากยังมีปัญหาปลีกย่อยของการใช้ภาษาด้านอื่น ๆ อีก เช่น การสะกดคำผิด การพิมพ์คำตก และการใช้ถ้อยคำไม่ถูกต้อง ก็ขอให้แต่ละคนเขียนอย่างตระหนักมากขึ้นว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ควรทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำผิด ผมบอกนักศึกษาเสมอว่าหากส่งงานที่มีคำผิดมากแสดงว่าคุณไม่ใส่ใจกับงานเขียนของคุณ และคุณไม่เคารพผู้อ่านว่าจะต้องมาทนอ่านงานที่สะกดผิด ๆ ถูก ๆ เต็มหน้ากระดาษไปหมด

หากยังขยันอีกสักหน่อยอาจจะเขียนเล่าการเขียนเล่าพรรณนาความในงานเขียนทางมานุษยวิทยา แต่นั่นควรจะเป็นเรื่องต่างหากออกไป ส่วนปัญหาการเขียนงานของนักศึกษาที่เล่ามาทั้งสี่ตอน ตั้งแต่ปัญหาการเรียบเรียงความคิด ปัญหาแนวทางการประพันธ์ทางวิชาการ ปัญหาการอ้างอิง และปัญหาการใช้ภาษา เป็นปัญหาใหญ่ที่มีร่วมกันในงานเขียนหลาย ๆ ประเภท ขอนำเสนอเป็นแนวทางเบื้องต้นกว้าง ๆ ไว้เพียงเท่านี้ ที่สำคัญคือ ก่อนส่งงาน ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือนักวิชาการ ก็จะต้องอ่านซ้ำ ๆ ต้องตรวจทานทั้งลำดับความคิดและภาษาก่อนเสมอ

– See more at: http://blogazine.pub/blogs/yukti-mukdawijitra/post/5561#sthash.l4h85ZUG.dpuf

Ted: Our Refugee System is Failing. Here’s how we can fix it.

หนึ่งใน Ted Talk ที่ดีที่สุด (แน่นอนว่า biased ล้วนๆ)

 

Alexander Betts พูดถึงปัญหาผู้อพยพลี้ภัยที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เรื่องความละอายในฐานะชาวยุโรปที่เห็นยุโรป react กับปัญหาได้ not humanitarian มากๆ (นั่นมากแล้วเรอะ) แต่สำหรับเขา สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนความล้มเหลวของมนุษยชาติ แต่เป็นความล้มเหลวของระบบการเมือง และแน่นอน เราเปลี่ยนมันได้

 

เขาเสนอให้เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง 4 แบบ (ถ้าจำไม่ผิด) หนึ่งในนั้น คือการสร้างโอกาสด้านเศรษฐกิจให้แก่ผู้ลี้ภัย เขายกตัวอย่างยูกันดา ประเทศที่ react กับ refugee ในทางที่แตกต่าง เพราะที่ยูกันดา พวกเขาเปิดโอกาสให้ refugee เข้าถึงการเทรนนิ่งทักษะงาน การเข้าถึงปัจจัยเชิงเศรษฐกิจจะทำให้คนมี “ความหวัง” กับชีวิต และพวกเขาจะพัฒนาต่อ มีงานศึกษาชี้ให้เห็นถึงว่า มี refugee ในยูกันดา ที่สร้างธุรกิจขนาดย่อย แล้วจ้างงานชาวยูกันดา เรียกได้ว่า refugee ก่อให้เกิดการจ้างงานต่อยอด สร้างงานให้กับ citizen ของประเทศ host

 

ข้อเสนอของ Betts น่าสนใจ เพราะเขาเสนอให้เราไปไกลกว่าการ charity แต่มองที่การรื้อโครงสร้างและสร้างโอกาสในเชิงที่ win win กันทุกฝ่าย
สิ่งที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ ก็คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงนโยบาย ซึ่งโดยมาก ก็กำหนดโดยนักการเมือง Betts จึงเสนอแนะให้เรากดดันนักการเมือง เพื่อให้นโยบายเปลี่ยน

 

สิ่งที่เขาสะท้อนในคลิป ted นี้ ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากบอกว่า ถ้าเราเห็นว่านั่นคือปัญหา เราแก้ไขมันได้ และถ้าเรารู้สึกสะท้อนใจกับเรือ่ง refugee crisis เราเปลี่ยนมันได้ … เปลี่ยนได้มากกว่าแค่การรับอุปการะด้วยซ้ำ

Joe Gebbia: cofounder airbnb in Ted2016

“unlock มือถือคุณ แล้วยื่นมันให้คนข้างๆ”

นั่นคือช่วงเวลาที่ Joe Gebbia ทำให้คนทั้งฮอล์นิ่งค้างไปชั่วขณะ เมื่อเขาพูดประโยคนี้ใน Ted xHouston ที่เพิ่งจัดไป

Joe Gebbia คือหนึ่งใน co-founder ของ airbnb เว็บ/แอพ ที่เป็นตัวกลางในการให้เจ้าของบ้าน/ห้องพัก นำสมบัติส่วนตัวของตัวเอง มาเปิดบริการให้คนแปลกหน้าเข้าพัก ความท้าทายของ airbnb คือการต้องกระตุ้นให้คนนำ personal spaces มาแชร์กับคนแปลกหน้า ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้เกิดขึ้น

ในจังหวะหนึ่งของการพูด Gebbia ทำให้คนฟังเข้าใกล้หรือสัมผัสกับความท้าทายที่เจ้าบ้าน airbnb ต้องเผชิญ ด้วยการขอให้คนฟัง unlock มือถือ แล้วจากนั้น ก็ยื่นมันให้คนทางซ้าย

แน่นอนว่า มีความลังเลเกิดขึ้นอยู่หนึ่งจังหวะ ก่อนที่ทุกคนจะทำตาม

แม้ส่วนตัวจะไม่ชอบพัก airbnb (ชั้นขอพัก Hilton เถอะนะ) แต่ก็ทึ่งกับนวัตกรรมทางธุรกิจของ airbnb เสมอ (G Dragon ก็เปิดบ้านให้เป็น airbnb เชี่ยยยยยยยย แผนการตลาดเชิงรุกของ airbnb ในหมู่แฟนเกิร์ลชัดๆ) และใน Ted Talk ครั้งนี้ Gebbia ก็นำเสนอให้เราเข้าใจถึงความกระอักกระอ่วนใจชั่วขณะที่เราต้องแชร์ personal space/thing กับคนแปลกหน้า

ก่อนที่ Gebbia จะใช้โมเม้นท์นั้น กล่าวขอบคุณเจ้าของบ้านพักทั่วโลก ที่ยอมเปิดบ้านพักให้คนแปลกหน้าเข้าพัก เพราะมันต้องใช้ความ trust ระดับหนึ่ง

ซึ่งความ trust นี้เป็นสิ่งที่ airbnb นำ design มาเชื่อมโยงเพื่อให้เกิดความ trust ในระดับที่พอเหมาะจนเกิดโมเดลธุรกิจแบบนี้ขึ้น

 

read more: http://www.huffingtonpost.com/karthik-rajan/a-presentation-hack-from-_b_9267750.html